RC20375_00

ระบบและการผลิตนายทหารของยุโรป: ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี

จากบทความเรื่อง “ระบบและการผลิตนายทหารแบบ Citizen-Soldiers ของสหรัฐอเมริกา” ซึ่งได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องของคุณภาพทางด้านวิชาการและกระบวนการคิดในระบบการผลิตนายทหาร จากที่ได้นำเสนอทางฝั่งของสหรัฐอเมริกาไปแล้วนั้น ในวันนี้เราจะมาดูกันต่อในฝั่งของยุโรปกันบ้าง เพื่อศึกษาเปรียบเทียบว่าระบบและการผลิตนายทหารของแต่ละประเทศ มีรูปแบบอย่างไร และมีส่วนไหนบ้างที่อาจนำมาปรับใช้กับกระบวนการผลิตทหารของไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบและการผลิตนายทหารของไทยให้ดียิ่งขึ้น

 

สำหรับบทความนี้ยังคงอยู่กับรายงานวิจัย “การออกแบบระบบการศึกษาทางทหารของไทยใหม่เพื่อการผลิตทหารอาชีพและการปฏิรูปกองทัพ” ที่ได้ทำการเก็บข้อมูลภาคสนามในยุโรป เพื่อนำมาศึกษาและวิเคราะห์เปรียบเทียบกับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าของไทย โดยสำหรับระบบการศึกษาทางทหารของยุโรป แบ่งเป็นสองแบบใหญ่ แต่มิใช่แบบของรัฐและเอกชน หากมีเพียงแบบเดียวคือของรัฐ เพราะในยุโรปโรงเรียนนายร้อยทหารบกเป็นของรัฐเท่านั้น แต่มีแนวคิดและรูปแบบการเรียนแบ่งออกเป็นสองลักษณะ คือ (1) เรียนรวม และ (2) เรียนแยกส่วน ในขณะที่แบบแรกมีการเรียนรวมทั้งภาควิชาการและทางทหารไปพร้อมๆ กันตลอดหลักสูตร เช่นเดียวกับทางสหรัฐอเมริกา แต่แบบที่สองกลับมีลักษณะแยกส่วน คือแยกการเรียนการสอนภาควิชาการออกจากการฝึกทางทหาร โดยอาจเรียนและฝึกทางทหารก่อน จบทางทหารแล้วจึงไปเรียนภาควิชาการ หรือเรียนภาควิชาการจบปริญญาก่อน แล้วจึงมาเรียนและฝึกทางทหาร

ถึงแม้ว่ารูปแบบการเรียนการสอนทั้งสองแบบนี้จะมีวิธีการที่แตกต่างกัน แต่คุณภาพของผลผลิตที่ได้นั้นไม่มีความแตกต่างกัน เพราะต่างมีจิตวิญญาณหรือ “เนื้อใน” เชิงปรัชญาและหัวใจเดียวกัน ทั้งในเรื่องทางวิชาการ คุณภาพของอาจารย์ผู้สอน และคุณภาพของนักเรียนนายร้อย คือมุ่งการผลิตทหารอาชีพจากระบบการเรียนการสอนภาควิชาการที่เข้มข้น จึงทำให้ทหารมีความรอบรู้เทียบเท่าบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ในขณะเดียวกันยังคงมีความรู้ทางทหาร “รบเป็น” มีระเบียบวินัยและมีน้ำใจ ฉะนั้นในบทความนี้ขอนำเสนอระบบและการผลิตนายทหารของยุโรปไปทีละประเทศ เพื่อให้เห็นภาพของแต่ละประเทศอย่างชัดเจน

 

ฝรั่งเศส: โรงเรียนนายร้อยทหารบก Saint-Cyr

โรงเรียนนายร้อยทหารบกของฝรั่งเศส (Saint-Cyr) มีระบบการเรียนแบบรวมภาควิชาการและการฝึกทางทหารไปพร้อมกันในหลักสูตร และมีการเรียนการสอนภาควิชาการเข้มข้นเช่นเดียวกับทางสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อดูในภาพรวมแล้ว Saint-Cyr มีความต่างกันกับที่อื่นๆ เช่น West Point อยู่ไม่น้อย อย่างเรื่องหลักสูตร หลักสูตรของ Saint-Cyr เมื่อเปรียบเทียบกับ West Point มีระยะเวลาสั้นกว่า คือเพียง 3 ปี เท่านั้นและเทียบเท่าระบบการศึกษาระดับสูง จบแล้วได้รับปริญญาโท โดย Saint-Cyr จะรับนักเรียนจากโรงเรียนเตรียมทหาร (หลักสูตร 2 ปี จบแล้วได้อนุปริญญา) ปีละประมาณ 120 นาย แบ่งเป็นสายวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ ในปริมาณเท่าๆ กันคือ 60:60 และผู้สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารต้องจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6 ของไทย) ดังนั้นหลักสูตรของฝรั่งเศสก็มีระยะเวลาเท่ากับหรือใกล้กับที่อื่นในยุโรป เช่น สเปนและอิตาลี คือใช้เวลาเรียนรวม 5 ปี หากรวม 2 ปีจากโรงเรียนเตรียมทหารด้วย

ส่วนระบบการเรียนการสอนของ Saint-Cyr ให้ความสำคัญกับภาควิชาการอยู่มาก และมีระบบการเรียนการสอนที่เข้มข้นตามแบบพลเรือน คือเวลาสอนจะสอนความรู้ทางวิชาการอย่างเต็มที่ หรือมีลักษณะและวิธีการสอนแบบที่ใช้กับนักศึกษาพลเรือน และอาศัยมหาวิทยาลัยพลเรือนเป็นมาตรฐานของภาควิชาการ คือสอบตกเป็นตกและออกก็ต้องออก เช่นเดียวกับทาง West Point หรือโรงเรียนนายร้อยเอกชนอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา แต่ส่วนที่ทำให้ Saint-Cyr แตกต่างไปจากทางสหรัฐอเมริกาคือ มีลักษณะเทียบเท่ากับบัณฑิตวิทยาลัยไปในตัวด้วย เพราะหลักสูตรได้กำหนดให้นักเรียนต้องเขียนวิทยานิพนธ์ (เทียบเท่าระดับปริญญาโท) และระบบอาจารย์ของ Saint-Cyr มีอาจารย์ที่สอนมาจากทั้งพลเรือนและทหารไม่ต่างไปจาก West Point แต่ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนและสังกัด Saint-Cyr

แม้ระบบของ Saint-Cyr มิได้มีการแยกภาควิชาการออกจากการฝึกทหารอย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติแล้วระบบของ Saint-Cyr กลับมีระบบแยกส่วนอยู่ในระบบเรียนรวมที่น่าสนใจ เนื่องจากการศึกษาของนักเรียนนายร้อย (Elève Officier) ที่ Saint-Cyr มีทั้งหมดสามชั้นปี ปีละสองภาคการศึกษา รวมทั้งหมดหกภาคการศึกษา จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนการศึกษาภาควิชาการ และการศึกษาภาควิชาทหาร ซึ่งภาควิชาทหารจะมีทั้งหมดเพียง 2 ภาคการศึกษาเท่านั้น ได้แก่ ภาคการศึกษาที่ 1 ของชั้นปีที่ 1 และภาคการศึกษาที่ 2 ของชั้นปีที่ 3 ที่สำคัญการเรียนการสอนในแต่ละภาคการศึกษานี้ มีลักษณะแยกกิจกรรมออกจากกันอย่างเด็ดขาด คือในภาคการศึกษาทางวิชาการมีการเรียนการสอนวิชาต่างๆ จะไม่มีการฝึกทางทหาร และในส่วนภาคการศึกษาที่เป็นการฝึกทางทหารก็จะไม่มีการเรียนการสอนของภาควิชาการ คือนักเรียนจะไปเรียนและฝึกทางทหารอย่างเดียว ไม่ต้องเรียนวิชาต่างๆ ในภาควิชาการ

 


 

เยอรมนี: มหาวิทยาลัยทหารของกองทัพ Hamburg และ Munchen

หากเปรียบเทียบในกลุ่มยุโรปด้วยกัน ระบบของเยอรมนีใช้เวลาเรียนนานกว่าของฝรั่งเศส สเปน อังกฤษและอิตาลี กล่าวคือ ในเยอรมนีใช้ระยะเวลาเรียน 7 – 8 ปี โดยเยอรมนีไม่มีโรงเรียนเตรียมทหาร จึงเริ่มจากรับนักเรียนที่จบมัธยมศึกษาตอนปลาย จากนั้นเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกซึ่งมีแห่งเดียวที่เมือง Dresden (เดรสเดน/ เดรสเด้น) เมื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกจบหลักสูตร 1 ปี แล้วจะได้รับยศร้อยตรี จึงเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัย อีก 9 เดือน และก่อนจะเข้าระดับมหาวิทยาลัยต้องฝึกงานก่อน 2 เดือน จากนั้นจึงเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยทหารของกองทัพ ซึ่งคล้ายโรงเรียนนายทหารรวมเหล่าของอิตาลี โดยอาจเลือกไปเรียนที่เมืองฮัมบรูกหรือมิวนิคก็ได้ ขึ้นอยู่กับเหล่าหรือสาขาวิชาที่เลือก หลักสูตร 3 – 4 ปี (มีให้เลือกทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนถึงปริญญาเอก) หลังจากจบระดับมหาวิทยาลัยแล้ว ยังต้องฝึกงานอีก 2 เดือน แล้วจึงไปฝึกทางทหารที่เดรสเดนอีกครั้ง และไปเรียนหลักสูตรของโรงเรียนเหล่าอีก 1 ปีเศษ จึงออกไปรับราชการ

สิ่งที่น่าสนใจในระบบของเยอรมนี มิใช่อยู่ที่ตัวโรงเรียนนายร้อยทหารบกซึ่งเน้นเฉพาะการฝึกทางทหารเป็นหลัก หากอยู่ที่การศึกษาในมหาวิทยาลัยทหารของกองทัพทั้งสองแห่ง (ที่ฮัมบรูกและมิวนิค) เพราะใช้เวลานานที่สุดและเน้นภาควิชาการอย่างเต็มที่ ซึ่งมหาวิทยาลัยทหารทั้งสองแห่งนี้ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก และก็ไม่แตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยพลเรือนทั่วไป ในเชิงหลักสูตรและระบบการเรียนการสอน คือมีสาขาหลากหลายทั้งวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ซึ่งได้มีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร รวมทั้งระบบการเรียนการสอนอยู่ตลอดเวลา เห็นได้จากความพยายามต่างๆ เช่น พยายามเปิดสาขาต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยพลเรือนมีหรือเป็นที่นิยมเรียนของเยาวชน เพื่อชักจูงให้เยาวชนหันมาเรียนทางทหารมากขึ้น หรือเป็นทางเลือกให้มากขึ้นสำหรับเยาวชนที่ต้องการเลือกเรียนทางทหารอยู่แล้ว เพื่อให้ทหารในกองทัพมีความรู้หลากหลายหรือมีคนทุกรูปแบบทุกสาขาวิชาชีพในกองทัพเช่นเดียวกับสังคม

การพัฒนาหลักสูตรของทหารอาชีพในเยอรมนีนี้ น่าสนใจและเป็นข้อคิดสำหรับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและกองทัพบกของไทย เนื่องจากหลักสูตรต่างๆ นั้นมาจากปัจจัยทางสังคมเป็นตัวกำหนดด้วย คือการพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียนนายร้อยนั้นจะคำนึงถึงปัจจัยทางสังคมและกระแสโลกเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อให้การผลิตทหารอาชีพตอบสนองมิใช่เพียงกับกองทัพเท่านั้น แต่สามารถสนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและโลกกว้างได้ด้วย

 


 

อิตาลี: โรงเรียนนายร้อยทหารบก Modena

ในระบบของอิตาลี การฝึกและเรียนของนักเรียนนายร้อยทหารบกนั้น โดยพื้นฐานไม่ต่างไปจากของเยอรมนีมากนัก แต่มีหลักสูตรเพียง 5 ปี โดยรับนักเรียนจากมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6 ของไทย) ทั้งชายและหญิง และเริ่มจากการเรียนและฝึกทางทหารในช่วง 2 ปีแรก ที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกซึ่งมีเพียงแห่งเดียวคือ Military Academy of Modena เมืองโมเดน่า เมื่อเรียนจบแล้วได้รับยศร้อยตรี แล้วจึงไปเรียนต่อภาควิชาการระดับปริญญาอีก 3 ปี ในโรงเรียนนายทหารรวมเหล่า (Scuola di applicazione e Istituto di studi militari dell’ Esercito) ที่เมืองตูริน (Turin/Torino) โดยการเรียนของนายทหารจะเป็นไปตามหลักสูตรและระบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยพลเรือน (มหาวิทยาลัยตูริน) เมื่อจบการศึกษาในปีแรก ซึ่งเทียบเท่าชั้นปีที่ 3 ของหลักสูตรจะได้รับปริญญาตรี และเมื่อจบปีที่ 5 จะได้รับปริญญาโท คณะ Strategic Science (จากมหาวิทยาลัยตูริน) และประดับยศร้อยโท (จากกองทัพ)

แม้โดยระบบของโรงเรียนนายทหารรวมเหล่าแห่งนี้เป็นทหาร และนายทหารทุกคนเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยตูริน หรือการบริหารโรงเรียนอยู่ในมือของทหารก็จริง แต่ระบบการเรียนการสอนทางวิชาการได้โอนอำนาจให้กับทางมหาวิทยาลัยตูริน (University of Turin, Università degli Studi di Torino, or often abbreviated to UNITO) เป็นผู้กำหนดและจัดการ คือมีอาจารย์พลเรือนซึ่งส่วนใหญ่เป็น ดร. และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยตูริน ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียนนายทหารรวมเหล่า มาสอนและสอบที่โรงเรียนนายทหารรวมเหล่า และบางวิชาจะมีนักศึกษาพลเรือนที่ลงทะเบียนกับมหาวิทยาลัยมาเรียนด้วย เช่น วิชาประวัติศาสตร์และกฎหมาย เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า ระบบการเรียนการสอนภาควิชาการที่โรงเรียนนายทหารรวมเหล่านั้น มีความเข้มข้นไม่ต่างไปจากนักศึกษาพลเรือนหรือระดับมหาวิทยาลัย คือได้มาตรฐานตามหลักสูตรและระบบของมหาวิทยาลัยตูรินซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่มีชื่อเสียงในระดับชั้นนำของอิตาลี นักเรียนหรือนายทหารที่โรงเรียนนายทหารจึงเรียนภาควิชาการหนักพอๆ กับนักศึกษาพลเรือน คือมีการบ้านมาก ต้องอ่านมาก และการสอบตกเป็นตก

 

ทั้งหมดนี้คือระบบและการผลิตนายทหารของยุโรป จากประเทศตัวอย่าง คือ ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ที่สังเกตได้ว่ามีจุดร่วมกันคือการให้ความสำคัญกับด้านวิชาการ เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งการให้ความสำคัญกับคุณภาพทางวิชาการนี้ เป็นส่วนสำคัญในการผลิตทหารในปัจจุบันที่ควรนำมาปรับใช้ในไทย เพื่อยกระดับคุณภาพของนายทหารไทยให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป

————————————————————–

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การออกแบบระบบการศึกษาทางทหารของไทยใหม่เพื่อการผลิตทหารอาชีพและการปฏิรูปกองทัพ”

หัวหน้าโครงการ: สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ธนภัทร ทองสอน
กราฟิก ธนภัทร ทองสอน
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ญาณิตา เหลืองคงอยู่
00:00
00:00
Empty Playlist