RC20234-1.1

การเมืองของคนกรุงเทพฯ ในยุค กปปส.

การชุมนุมประท้วงของคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งในพัฒนาการทางการเมืองของไทย ที่ได้ก้าวผ่านเข้าสู่ช่วงความขัดแย้งและความหลากหลายของความคิดเห็นต่อปัญหาทางการเมือง

สภาพที่สร้างความน่าสนใจของกปปส.ก็คือการที่ขบวนการเคลื่อนไหวนี้ได้ผลักดันข้อเสนอและใช้วิธีการในการแก้ปัญหาที่อาจมองได้ว่าไม่เข้ากับแนวทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการที่พวกเขาทำการขัดขวางการเลือกตั้งจนทำให้หลายพื้นที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ได้สำเร็จ นอกจากนี้ กปปส. ยังมีการเรียกร้องให้มีการสรรหาคณะผู้บริหารประเทศจากทางอื่นที่ไม่ใช่จากการเลือกตั้ง โดยมีมวลชนจำนวนมากออกมาแสดงตัวว่าเป็นผู้สนับสนุนวิธีการเหล่านี้อย่างชัดเจน

และเมื่อประเมินกระแสความคิดเห็นที่ปรากฏในสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ สังคมออนไลน์แล้ว อาจกล่าวได้ว่าแนวทางทางการเมืองแบบที่ กปปส. พยายามผลักดันได้กลายมาเป็น “กระแสการเมืองหลัก” ของกลุ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ มีการให้คุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง ต่างจากคนกลุ่มอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ จริงหรือไม่ ?

กลุ่ม กปปส. เหล่านี้เป็นใคร

จากการสอบถามประชากรชาวกรุงเทพจำนวน 1,800 คน ครอบคลุม 38 เขตจากจำนวนทั้งหมด 50 เขตในกรุงเทพมหานคร และสุ่มเก็บกระจายตามสัดส่วนของอายุ ลักษณะอาชีพ และระดับการศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถามให้มีค่าใกล้เคียงกับประชากรทั้งหมดจริง ทำให้สามารถแบ่งกลุ่มฝักใฝ่ทางการเมืองของผู้ตอบแบบสอบถามออกได้เป็น 6 ประเภท คือ PAD (พันธมิตรเท่านั้น), RED (เสื้อแดงเท่านั้น), PAD (กปปส. ที่เคยชุมนุม/เอาใจช่วยพันธมิตร), PDRC (กปปส. เท่านั้น), MIXED (เคยเข้าร่วม/เอาใจช่วยแบบคละกลุ่ม) และ NONE (ไม่เคยเข้าร่วม/เอาใจช่วยกลุ่มใดเลย)

โดยผลการเก็บแบบสอบถามพบว่าส่วนใหญ่ (ร้อยละ 65.44) ตอบว่าไม่เคยร่วมชุมนุมหรือเอาใจช่วยผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตร เสื้อแดง หรือ กปปส. เลย ที่เหลืออีกร้อยละ 34.56 ตอบว่าเคยเข้าร่วมหรือเอาใจช่วยผู้ชุมนุมอย่างน้อย 1 เหตุการณ์ ทั้งนี้พบว่าผู้ที่เคยเข้าร่วมชุมนุมหรือเอาใจช่วยส่วนใหญ่จะเคยเข้าร่วมกลุ่มกปปส. และ กลุ่มพันธมิตร ดังนั้นจึงนำข้อมูลไปศึกษา ลักษณะทางด้านพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม ด้านทัศนคติและการให้คุณค่าทางการเมือง และในด้านความรู้สึกต่อประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา โดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกปปส. (ที่เคยเข้าร่วมชุมนุมหรือเอาใจช่วยพันธมิตร หรือ กปปส. เท่านั้น) กับกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มเสื้อแดง

ในด้านการศึกษา กลุ่มที่สนับสนุน กปปส. เพียงอย่างเดียวนั้นมีสัดส่วนของผู้ที่จบปริญญาตรีสูงกว่ากลุ่มที่เหลือมากเป็นสัดส่วน 67% สำหรับกลุ่มที่สนับสนุนทั้ง กปปส. และ พันธมิตร มีสัดส่วนผู้ที่จบปริญญาตรี 53% ความแตกต่างด้านพื้นฐานทางการศึกษาของกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ กปปส. เด่นชัดมากเมื่อเทียบกับกลุ่มเสื้อแดงที่มีสัดส่วนคนจบปริญญาตีอยู่เพียง 25% เท่านั้น

ส่วนด้านอาชีพ กลุ่มที่สนับสนุนทั้ง กปปส. และ พันธมิตร มีสัดส่วนของผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับรัฐ (ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างของรัฐ/รัฐวิสาหกิจ) สูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ ที่ 30% เทียบกับกลุ่มที่สนับสนุนเสื้อแดงที่มีสัดส่วนคนที่ประกอบอาชีพนี้เพียง 7.5% ในขณะที่กลุ่มสนับสนุนเพียง กปปส. กลับมีอาชีพพนักงาน/ลูกจ้างเอกชนเป็นสัดส่วนที่มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันกลุ่มที่สนับสนุนเสื้อแดงเป็นฐานหลักคืออาชีพรับจ้าง/ธุรกิจส่วนตัว/ค้าขายที่ไม่มีลูกจ้าง โดยมีจำนวนอาชีพเหล่านี้สูงถึง 40%

ด้านรูปแบบการใช้ชีวิตนั้น กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ กปปส. ทั้งที่เคยและไม่เคยสนับสนุนพันธมิตร มีรูปแบบชีวิตที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่มีอันจะกินมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งคนในกลุ่มนี้มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ

นอกจากความแตกต่างระหว่างผู้ตอบแบบสอบถามที่สนับสนุน กปปส. และกลุ่มอื่น ๆ ในลักษณะพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่ผู้สนับสนุน กปปส. มีสัดส่วนฐานอาชีพที่มาจากกลุ่มลูกจ้างทั้งในภาครัฐและเอกชนมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ชัดเจน และ มีลักษณะการดำเนินชีวิตแบบคนชั้นกลางระดับบนแล้ว เมื่อเปรียบเทียบในลักษณะทัศนคติพื้นฐานพบว่า กลุ่มผู้สนับสนุน กปปส. มีทัศนคติในสองด้านที่เป็นลักษณะสำคัญ ประการแรก พวกเขาเน้นความสำคัญของหน้าที่และวินัยอยู่เหนือสิทธิและเสรีภาพ ประการที่สอง พวกเขาให้ความสำคัญกับความเป็นคนดีและบารมีของผู้นำเหนือความสามารถของผู้นำและระบบที่ดี

ในประเด็นเรื่องความเท่าเทียมนั้น เป็นที่น่าสนใจว่าผู้สนับสนุน กปปส. ไม่ได้ยอมรับความไม่เท่าเทียมในทุกแง่มุม แต่จะยอมรับความไม่เท่าเทียมในด้านที่เกี่ยวข้องกับการรักษาไว้ซึ่งลำดับชั้นในสังคม ในด้านความรู้สึกต่อสภาพการเมือง ลักษณะที่สำคัญที่ผู้สนับสนุน กปปส. มีต่างไปจากผู้สนับสนุนกลุ่มการเมืองอื่น ๆ ประการแรกคือความรู้สึกเฉยเมยต่อคุณค่าของประชาธิปไตย โดยมีสัดส่วนที่มองว่าระบบอื่น ๆ ในบางสถานการณ์ก็ทำงานได้ดีไม่แพ้ประชาธิปไตยอยู่เป็นจำนวนมาก และลักษณะที่อาจช่วยตอบคำถามสำคัญได้ว่าทำไมพวกเขานั้นถึงออกมาเคลื่อนไหวก็คือ พวกเขามีสัดส่วนที่มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ที่มองว่าระเบียบเก่าของสังคมไทยกำลังเสื่อมลง โดยสภาพที่ทำให้เสื่อมนั้นประกอบไปด้วยการเข้ามามีบทบาทของนโยบายประชานิยม การที่ผู้คนในสังคมตกอยู่ใต้อิทธิพลของลัทธิบริโภคนิยมและนักการเมือง รวมถึงการที่คนไทยไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ ไม่รู้จักหน้าที่ และไม่มีความพอเพียง

ความโอนอ่อนต่ออำนาจเผด็จการ

มีข้อเสนอหนึ่งของ Welzel ในปีค.ศ. 2006 กล่าวว่าการที่กระบวนการประชาธิปไตยจะสำเร็จได้นั้น จะต้องประกอบไปด้วยสังคมที่มีคุณสมบัติสามส่วน ส่วนที่หนึ่ง คือการที่สังคมมีทรัพยากรด้านวัตถุเพียงพอในระดับหนึ่ง ดังนั้นการเป็นประเทศที่ไม่ยากจนจึงเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ส่วนที่สอง คือการที่ประชาชนมีทัศนคติแบบหลุดพ้นจากการถูกครอบงำโดยอำนาจ ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงความคิด-วัฒนธรรม โดยหากประชากรไม่มีทัศนคติเช่นนี้ก็จะส่งผลให้เกิดการชะลอพัฒนาการทางประชาธิปไตย และ ส่วนที่สาม คือการมีกฎ-กติกาทางการเมืองที่สอดคล้องกับระบอบเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้กลไกทางประชาธิปไตยทำงานและเกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งสามองค์ประกอบนี้เป็นตัวทำให้ความเป็นประชาธิปไตยหยั่งรากลึกในสังคมหนึ่ง ๆ ได้

อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังอยู่ในช่วงพัฒนาการของสองปัจจัยหลัง ก็คือปัจจัยทัศนคติแบบหลุดพ้นการถูกครอบงำโดยอำนาจ และ ปัจจัยการมีกฎ-กติกาทางการเมืองที่สอดคล้องกับระบอบเสรีประชาธิปไตย ซึ่งสะท้อนผ่านความสัมพันธ์ระหว่างความโอนอ่อนต่ออำนาจเผด็จการกับปัจจัยด้านกายภาพ ทัศนคติ และ ประสบการณ์ที่มีในกลุ่ม กปปส. เหล่านี้

โดยปัจจัยสำคัญที่ถูกมองว่าเชื่อมโยงกับความโอนอ่อนต่ออำนาจเผด็จการซึ่งเป็นคุณลักษณะของกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ กปปส. ก็คือ รูปแบบการใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลางระดับสูง โดยมีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมที่ดี รวมถึงทัศนคติแบบอำนาจนิยม และ ความเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองว่า อำนาจเก่า (Old order) กำลังเสื่อมลงเนื่องจากมีการคอร์รัปชันของรัฐบาลในระบอบทักษิณ การหมิ่นสถาบันเบื้องสูง และ การลุแก่อำนาจจนเกิดความผิดพลาดในการดำเนินนโยบาย นอกจากนี้ปัจจัยที่มีผลต่อการโอนอ่อนต่ออำนาจเผด็จการของกลุ่ม กปปส. อีกประการคือเรื่องความรู้สึกต่อความมั่นคงของตนและลูกหลาน ซึ่งพบว่าหากความมั่นคงยิ่งน้อยลงเท่าไรก็จะยิ่งเพิ่มความโอนอ่อนต่ออำนาจเผด็จการมากเท่านั้น

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “พื้นฐานทัศนคติและการให้คุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองของคนกรุงเทพฯ”

หัวหน้าโครงการ : วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์

สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
กราฟิก ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน จินตนา ธรรมวงษ์
00:00
00:00
Empty Playlist