DSC07879-Edit_resize

บางชะนีโมเดล กระบวนการปรับตัวของชาวนาในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ

ชาวบางชะนีลุกขึ้นมาทำวิจัย ปรับวิธีคิด วิถีทำนา ให้สอดรับน้ำท่วม-แล้งที่ต้องเผชิญทุกปี

ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รับน้ำหลายสิบปี จนชาวบ้าน ต.บางชะนี เป็นหนี้เป็นสิน

เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะเป็นพื้นที่รับน้ำที่มากที่สุดของประเทศไทย ชาวบ้านจะต้องเผชิญกับน้ำที่โถมเข้ามาท่วมชาวบางชะนีลุกขึ้นมาทำวิจัย ปรับวิธีคิด วิถีทำนา ให้สอดรับน้ำท่วม-แล้งที่ต้องเผชิญทุกปีทุ่งนาในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ซึ่งกินเวลานานเกือบ 3 เดือน แม้ว่าการอยู่ร่วมกับน้ำเป็นสิ่งที่ชาวบางบาลปรับตัวมาอยู่เสมอ แต่ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ค่อยๆทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นจากภัยแล้ง และน้ำท่วม ปัญหานี้ไม่ได้บั่นทอนสภาพจิตใจเพียงเท่านั้น แต่ยังสั่นคลอนความเป็นอยู่ของชาวบ้านตำบลบางชะนี อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการเกษตรได้เหมือนเดิม เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดหนี้สินในหลายครัวเรือน

การเปลี่ยนแปลงจากสิ่งแวดล้อมที่ดี ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการเกษตร ชาวนาเลี้ยงชีพได้ด้วยการปลูกข้าวเพียงปีละครั้ง ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีการปรับการเกษตรแผนใหม่ในพื้นที่ภาคกลางตั้งแต่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว มีการเปลี่ยนแปลงจากการทำนาปี เป็นทำนาปรัง ทำให้เกิดภาวะน้ำไม่พอใช้ โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง จะเกิดปัญหาการแย่งน้ำใช้เพื่อการทำนา ปัญหาสะสมมาเรื่อยไป โดยไม่มีการแก้ไข ชาวนาต้องใช้สารเคมีมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด จนก่อให้เกิดผลเสียตามมาทั้งสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายโดยสารเคมี สุขภาพของชาวนาที่แย่ลง และหนี้สินจากการซื้อสารเคมี

“ปี พ.ศ. 2554 เกิดอุทกภัยที่หนักแบบไม่เคยเจอมาก่อน น้ำท่วมบ้านสูง แถมไร่นาก็เสียหายหมด ไม่เหลืออะไรให้เก็บเกี่ยวเลย เหมือนกับว่าส่วนที่เกี่ยวข้องไม่สามารถรู้ได้ว่าน้ำจะมาเท่าไหร่ เขาจึงปล่อยให้น้ำไหลมารวดเดียวเลย จนเกิดความเสียหายที่หนักใจสำหรับเรา” เรณู กสิกุล หัวหน้าโครงการวิจัย เล่าถึงเหตุการณ์

ทางออกสำหรับชาวบางชะนี เกิดจากการรามกลุ่มกันแก้ไขปัญหาซ้ำซากที่เผชิญมาหลายสิบปี โดยเปลี่ยนวิธีการคิด และการทำนาแบบใหม่ จนกลายเป็นโครงการ “บางชะนีโมเดล” ที่มีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นผู้ทำวิจัยท้องถิ่น ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้สามารถทำเกษตรได้อย่างยั่งยืน หลุดพ้นจากหนี้สิน ลดค่าใช้จ่ายที่ต้องซื้อเคมีเพื่อการเกษตร โดยเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่า

การวิจัยสำหรับเราคือการรวมกลุ่มกันแก้ปัญหา สำรวจปัญหาพื้นที่ เพื่อปรับตัวในการทำนาให้สอดคล้องกับสภาพที่เปลี่ยนไป

“หัวหน้าโครงการมีการเรียกประชุมชาวบ้าน เพื่อพูดคุย และรวมกลุ่มกันทำวิจัย ซึ่งตอนแรกเราเองก็ไม่มั่นใจมากนักว่าชาวบ้านอย่างเราจะทำได้หรือเปล่า แต่พอได้ลงมือทำจริงแล้ว การวิจัยสำหรับเราคือการรวมกลุ่มกันแก้ปัญหา สำรวจปัญหาพื้นที่ เพื่อปรับตัวในการทำนาให้สอดคล้องกับสภาพที่เปลี่ยนไป” วีระศักดิ์ กสิกุล นักวิจัย กล่าว

“ปี พ.ศ. 2554 เป็นวิกฤตที่รุนแรงมากโดยเฉพาะพื้นที่บางชะนี เวลาเกิดปัญหาจะขอความช่วยเหลือได้ยาก ชาวบ้านและเรามองเห็นปัญหาตรงนี้ จึงได้มาร่วมกันสร้างกระบวนการเพื่อหาเป้าหมายร่วมกันว่า มีวิธีการไหนบ้างที่จะเข้ามาช่วยชาวบ้านปรับตัว เพื่อให้รับมือกับภัยน้ำท่วม น้ำแล้งที่ต้องเผชิญอยู่ประจำ” นันท์นภัส ด่านชัยสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น กล่าว

กระบวนการวิจัยของชาวบางชะนีคือการหาโจทย์วิจัยร่วมกันเพื่อหาคำตอบว่าจะปรับเปลี่ยนการทำนาให้เหมาะสมกับปัญหาของพื้นที่ได้อย่างไร มีการวางแผนในการทำนาปรังเพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนที่ฤดูน้ำหลากจะมาเยือนอีกครั้ง เปลี่ยนการทำนาใหม่ที่ต้องพึ่งพาเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ เพราะมีความปลอดภัยและต้นทุนต่ำกว่า นอกจากนี้ คณะทีมวิจัยได้แสวงหาความรู้เพิ่มเติม โดยไปเข้าร่วมศึกษาดูงานจากพื้นที่อื่น เพื่อที่จะนำองค์ความรู้มาปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง โดยทดลองปลูกข้าวรุ่นใหม่ หรือวิธีการใหม่ในแปลงทดลอง ก่อนที่จะนำไปใช้กับแปลงอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น และเหมาะสมของที่ทำกินของตน

หัวใจของการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ คือชุมชนมีส่วนร่วมในการหาทางออกร่วมกัน

“พอเราได้มาทำวิจัยแล้ว ก็เหมือนกับว่าเป็นการศึกษาหาข้อมูลพื้นที่ของเรา แล้วนำมาเตรียมตัวรับภัยน้ำที่เราจะต้องเผชิญทุกๆ ปี โดยปรับแผนการทำนาและเก็บเกี่ยวให้ทันก่อนจะเข้าสู่เดือนกันยายน เป็นความเปลี่ยนแปลงที่จากเดิมเราไม่เคยสนใจ หากน้ำจะมาก็ปล่อยให้มาตามธรรมชาติ เราได้เปลี่ยนใหม่เป็นการเตรียมตัวล่วงหน้า ติดตามข่าวสารว่าน้ำไหลมาจากแหล่งไหน จะมาในปริมาณมากหรือน้อย เราเช็คข่าวสารกันตลอด” เรณูกล่าว

“บางชะนีโมเดล” คือการเปลี่ยนความคิดโดยใช้เหตุผลและความร่วมมือของชุมชนในการเข้ามาปัญหาในพื้นที่ของตนเอง มีไอเดียน่าสนใจ 4 ใหม่ ที่ช่วยให้บางชะนีกลายเป็นพื้นที่ตัวอย่าง ดังนี้

คิดใหม่ ชาวบ้านร่วมใจกันสำรวจพื้นที่ทำกิน และปรับปรุงพื้นที่ให้มีความเหมาะสมต่อฤดูต่างๆ เช่น การขุดลอกคูคลองเพื่อรับน้ำ การช่วยกันเปลี่ยนพื้นที่รกร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาเป็นพื้นที่รับน้ำ และวางแผนบริหารจัดการน้ำ กักเก็บน้ำไว้ในในการทำนาช่วงฤดูแล้ง

แสวงหาความรู้ใหม่ ทีมวิจัยมีศึกษาหาความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์แบบใหม่ๆ จากนอกพื้นที่ ผ่านการอบรมเพื่อค้นหาสูตรทำเกษตรที่เหมาะสมกับที่ทำกินของตน และหยิบนำความรู้ใหม่ที่ได้รับจากการอบรม ลองผิดลองถูกในแปลงทดลองของทีมวิจัย ก่อนที่จะนำไปถ่ายทอดให้ชาวนาในพื้นที่ต่อไป รวมถึงศึกษาเมื่อหาวิธีการคำนวณน้ำเพื่อให้สอดคล้องกับรอบการทำเกษตรในพื้นที่

ใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบใหม่ ทีมวิจัยไม่แก้ปัญหากันเองอยู่ฝ่ายเดียว แต่ร่วมกันเก็บข้อมูล และขอความร่วมมือโดยเชิญผู้มีส่วนร่วมเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา ทำให้เกิดการกระจายบทบาทในการทำงานของชุมชนอย่างเป็นระบบ

เกิดเป็นระบบใหม่ การเปลี่ยนวิธีคิด แสวงหาความรู้ และใช้การแก้ไขปัญหาแบบใหม่ โดยคำนึงถึงชุมชนและปัญหาที่เผชิญร่วมกัน ทำให้เกิดเป็น “บางชะนีโมเดล” ระบบการทำงานของชาวนาแบบใหม่ ที่จะมีส่วนช่วยให้สามารถทำเกษตรได้อย่างยั่งยืน

“ถ้าชุมชนอื่นเจอกับภาวะแบบเรา ก็อยากให้ลองปรับมาใช้แบบเรา อยากให้มีการปรับตัวมาทำเกษตรอินทรีย์เพราะค่าใช้จ่ายถูกมาก ได้ผลผลิตดี สำหรับเราแล้ว บางชะนีโมเดล เราทำมาเพื่อเป็นต้นแบบให้รุ่นหลัง อยากจะให้คนรุ่นลูกหลานของเราได้ทำตาม” เรณู กสิกุล หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าว

“บางชะนีโมเดล” ​อาจเป็นเพียงภาพฝัน หากชาวบ้านไม่ร่วมมือกัน สิ่งสำคัญที่ชาวบ้านพบทางออก คือ การศึกษาปัญหาซ้ำซากที่กระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ และนำมาต่อยอดเป็นงานวิจัยเพื่อหาทางออกให้กับพื้นที่ของตน สิ่งสำคัญที่เห็นได้จากความสำเร็จของชาวบางชะนี คือการแก้ปัญหาที่คนในพื้นที่เท่านั้นจะรู้ดีที่สุด ชุมชนลงมือทำวิจัยแบบมีส่วนร่วม และปรับเปลี่ยนวิธีทำนาแบบเดิม ด้วยความรู้ใหม่ที่ผ่านการทดลอง จนนำมาสู่ความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนบนวิถีของการเกษตรต่อไป

Research Cafe
บางชะนีโมเดล กระบวนการปรับตัวของชาวนาในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ
เรณู กสิกุล หัวหน้าโครงการวิจัย

สนับสนุนการวิจัยโดย สกสว.

00:00
00:00
Empty Playlist