RC20291 (ปก)

ประวัติศาสตร์การเผยแผ่พุทธศาสนาในอาเซียนโดยสังเขป

ความสัมพันธ์ของพุทธศาสนาระหว่างประเทศไทย เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชาเป็นความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญในเมืองชายแดน เชื่อมประสานความสัมพันธ์แบบเครือญาติระหว่างคนไทยกับเพื่อนบ้าน เป็นบ่อเกิดความรู้ ความเชื่อ ภาษา วัฒนธรรม และวิถีปฏิบัติที่เป็นอันหนึ่งเดียวกันจนกลายเป็นวัฒนธรรมอาเซียน ที่มีรากฐานมาจากการผสมผสานทางความเชื่อและก่อเกิดเป็นวิถีชีวิตวิถีคิดของผู้คนมายาวนานหลายศตวรรษ

โครงการวิจัยเรื่อง “การผสานกลไกทางพุทธศาสนาเพื่อสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในประชาคมอาเซียน: กรณีศึกษาไทยกับกลุ่มประเทศอินโดจีนและเมียนมาร์” จึงเกิดขึ้นเพื่อศึกษาภูมิศาสตร์ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของพุทธศาสนาในประชาคมอาเซียน

การเผยแผ่พุทธศาสนาในประเทศไทย

พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่สุวรรณภูมิ (มอญ เมียนมาร์ ละว้า มลายู ขอม)  และเข้าสู่ประเทศไทยในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเมื่อปี พ.ศ. 236 โดยพระโสณเถระและพระอุตตรเถระ หลังจากได้รับพระพุทธศาสนาเถรวาทมาตั้งแต่ยุคพระเจ้าอโศกมหาราช ก็ได้รักษาสืบทอดเรื่อยมาจนกระทั่งถึงยุคของอาณาจักรทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 – 13 ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน  ต่อมาประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 – 16 อาณาจักรลพบุรีได้รับพระพุทธศาสนามหายานจากกัมพูชามาผสมผสานกับเถรวาทดั้งเดิมที่สืบต่อมาตั้งแต่สมัยทวารวดี ในสมัยนี้มีการสร้างศาสนสถานจำนวนมาก เช่น พระปรางค์สามยอด ปราสาทหินพิมาย และปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นต้น

สมัยอาณาจักรสุโขทัย ประมาณปี พ.ศ. 1800 มีทั้งการเคารพนับถือศาสนาพราหมณ์ พระพุทธศาสนามหายานและเถรวาท แต่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงเคารพนับถือนิกายเถรวาทมากที่สุด  ชาวสุโขทัยมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมาก ขณะที่พญามังรายได้ก่อตั้งอาณาจักรล้านนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1840 ทรงสร้างเมืองขึ้นที่เชิงเขาเทวบรรพต (ดอยสุเทพ) ให้ชื่อว่า นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ พระพุทธศาสนาในอาณาจักรล้านนานับถือนิกายเถรวาทเป็นหลัก ซึ่งมีความแพร่หลายเป็นศาสนาประจำท้องถิ่นจนถึงสมัยอาณาจักรอยุธยา พระเจ้าอู่ทองทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 1893  มีวัดวาอาราม ปราสาท พระราชวัง ปูชนียสถาน และปูชนียวัตถุมากมาย พระพุทธศาสนาก็ได้รับการอุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์

สมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสนับสนุนปัจจัย 4 แก่พระภิกษุสามเณรที่ตั้งใจเล่าเรียนพระไตรปิฎก และทรงขอร้องให้ภิกษุตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัย หากขัดข้องสิ่งใดพระองค์จะจัดการอนุเคราะห์ เพราะสมัยนั้นมีภิกษุประพฤตินอกรีตโดยตั้งตนเป็นแม่ทัพ พระเจ้าตากสินจึงจับสึกไปจำนวนมาก ในส่วนสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระพุทธศาสนาในกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้มีความเจริญรุ่งเรืองไม่แพ้ยุคใด ทั้งนี้ เพราะพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงเป็นหลักชัยในการส่งเสริมบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี

การเผยแผ่พุทธศาสนาในกัมพูชา

พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 3 จากหลักฐานจากศิลาจารึกที่ค้นพบ ณ เมืองโวกัญ อันเป็นศิลาจารึกที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในยุคฟูนัน (พ.ศ. 600 – 1100)

ชาวฟูนันเคยนับถือลัทธิโลกธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และผีสางนางไม้ แต่เมื่อพระพุทธศาสนาเข้าสู่สุวรรณภูมิแล้ว ชาวฟูนันจึงหันมานับถือพระพุทธศาสนา จนกระทั่ง พ.ศ. 543 พราหมณ์ชาวอินเดียชื่อเกาณฑินยะได้รบชนะ เผ่าฟูนันและได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระราชาปกครอง พระนครในราชสำนักจะนับถือศาสนาพราหมณ์นิกายไศวะ ซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมของพระราชาเกาณฑินยะ แต่ประชาชนทั่วไปนับถือศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์

ยุคเจนละ (พ.ศ. 1100 – 1344) ยังคงนับถือศาสนาฮินดูนิกายไศวะเป็นหลัก ต่อมาพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1200 – 1224) มีวัดทุกแห่งซึ่งประชาชนทั่วไปนิยมบวชในพระพุทธศาสนา แม้เหล่าเจ้านายจะนิยมบวชเช่นเดียวกัน ในพุทธศตวรรษที่ 14 พระพุทธศาสนามหายานได้เข้ามาเผยแผ่ในเอเชียอาคเนย์ และกัมพูชาได้รับเอาพระพุทธศาสนามหายานไว้เช่นกัน แต่ก็ไม่มีอิทธิพลมากเช่นเดียวกับนิกายเถรวาท จวบจนถึงยุคพระนคร (พ.ศ. 1345 – 1975) คือ ยุคนครวัดและนครธม เป็นยุคที่อารยธรรมเขมรเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด กษัตริย์แต่ละพระองค์นับถือพราหมณ์สลับกับพุทธศาสนา แต่ทั้งสองศาสนาก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุข

ปัจจุบัน (พ.ศ. 1975 – ปัจจุบัน) พระพุทธศาสนายังคงรุ่งเรือง ประชาชนเคารพศรัทธาต่อพระสงฆ์ พุทธศาสนายังคงเป็นศาสนาประจำชาติ จนกระทั่งนายพล พต ผู้นำเขมรแดงปฏิวัติและปกครองประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ได้บังคับให้พระสงฆ์ลาสิกขาและบังคับให้ทำนา มีการสังหารหมู่ประชาชน และภิกษุสามเณรประมาณ 2,000,000 คน ขณะที่พระภิกษุที่มีชีวิตถูกเขมรแดงบังคับให้ทำงานเพื่อแลกกับอาหาร และการไม่ถูกปิดหรือรื้อวัดทิ้ง นอกจากนี้ ยังห้ามตักบาตรทำบุญ ซึ่งเมื่อผ่านยุคสงครามกลางเมืองมาได้แล้ว สถานการณ์พระพุทธศาสนาจึงดีขึ้นตามลำดับ

การเผยแผ่พุทธศาสนาในเมียนมาร์

พระพุทธศาสนาเข้าสู่เมียนมาร์ตั้งแต่สมัยพุทธกาล กล่าวคือพ่อค้าชาวมอญชื่อ ตปุสสะและภัลลิกะ ได้รับพระเกศธาตุจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประดิษฐาน ณ เจดีย์ชเวดากอง จากนั้นพระโสณเถระและพระอุตตรเถระเดินทางมาประกาศพระศาสนา ณ ดินแดนสะเทิมแห่งอาณาจักรสุวรรณภูมิ พุทธศาสนานิกายเถรวาทเจริญรุ่งเรืองในเมียนมาร์ราวพุทธศตวรรษที่ 6 หลังจากสมัยพระเจ้าอโนรธาแล้ว พระพุทธศาสนาก็ได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์เรื่อยมา จนกระทั่งสมัยพระเจ้านรปฏิสิทธุทรงส่งสมณทูตไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาที่ลังกา เมื่อปี พ.ศ. 1733 โดยมีพระอุตราชีวะเป็นประธาน

ในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ (พ.ศ. 2015 – 2035) อาณาจักรมอญเจริญสูงสุด ทรงรวมสงฆ์ให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งแต่เดิมได้แตกแยกเป็น 6 คณะ ทรงให้คณาจารย์ 6 สำนักมาประชุมร่วมกัน ทรงร้องขอให้อุปสมบทใหม่ในลังกาเพื่อให้เกิดความเสมอภาค คณะสงฆ์จึงเห็นชอบด้วยและได้เดินทางไปอุปสมบทใหม่ที่ลังกา เมื่อคณะสงฆ์กลับมาสู่เมืองหงสาวดีแล้ว พระเจ้าธรรมเจดีย์ก็ประกาศราชโองการให้พระสงฆ์ทั่วแผ่นดินสึกทั้งหมดแล้วบวชใหม่กับคณะสงฆ์ที่บวชจากลังกา โดยเรียกคณะใหม่ว่า คณะกัลยาณี ครั้งนั้นมีพระสงฆ์บวชในคณะกัลยาณีถึง 15,666 รูป คณะสงฆ์เมืองหงสาวดีจึงเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง

ในสมัยพระเจ้ามินดง มีการสังคายนาพระไตรปิฎกนิกายเถรวาทครั้งที่ 5 ณ เมืองมัณฑะเลย์เมื่อปีพ.ศ. 2414 มีการจารึกพระไตรปิฎกลงในหินอ่อน 729 แผ่น โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะสงฆ์หลายชาติ คือ ศรีลังกา ไทย กัมพูชา และลาว ต่อมาสมัยพระเจ้าธีบอทรงถูกอังกฤษเนรเทศไปอยู่อินเดีย ขณะที่พระสงฆ์ในเมียนมาร์ได้แสดงธรรมต่อต้านอังกฤษและเดินขบวนอย่างเปิดเผย จนพระสงฆ์บางรูปถูกจับไปขังคุก เมื่อเมียนมาร์ได้รับอิสรภาพจากอังกฤษเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2492 พุทธศาสนาจึงได้ฟื้นฟูอีกครั้ง มีการสังคายนาพุทธศาสนาครั้งที่ 6 ที่กรุงย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 และเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 การสังคายนานี้ทำขึ้นในโอกาสฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เพื่อพิมพ์พระไตรปิฎก อรรถกถา และคำแปลเป็นภาษาเมียนมาร์ โดยเชิญพุทธศาสนิกชนจากหลายประเทศเข้าร่วมพิธี เช่น เมียนมาร์ ศรีลังกา ไทย ลาว และกัมพูชา

การเผยแผ่พุทธศาสนาใน สปป.ลาว

พระพุทธศาสนาเข้าสู่อาณาจักรล้านช้างโดยพระนางแก้วยอดฟ้า พระมเหสีของพระยาฟ้างุ้ม พระนางทรงได้ทูลขอให้พระราชานั้นส่งทูตไปนิมนต์พระสงฆ์นิกายเถรวาทจากกัมพูชาเข้ามาเผยแผ่ในลานช้าง ครั้งนั้นพระมหาปาสา-มานเจ้าเป็นหัวหน้าคณะเดินทางมาประกาศพระศาสนาตามคำนิมนต์ของพระยาฟ้างุ้ม

พระพุทธศาสนาในยุคของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชมีความเจริญสูงสุด ทรงสร้างวัดสำคัญจำนวนมาก ทรงสร้างวัดพระแก้วเพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกตซึ่งอัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่ ยุคนี้ราชอาณาจักรไทยมีความสัมพันธ์กับลาวอย่างแน่นแฟ้น เพราะได้ร่วมมือกันต่อสู้กับเมียนมาร์ มีการสร้างเจดีย์พระธาตุศรีสองรักขึ้นในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงความเป็นพี่น้อง

เมื่อปี พ.ศ. 2235 ลาวแตกเป็น 2 อาณาจักร คือ หลวงพระบางกับเวียงจันทน์ ในที่สุดพระเจ้าตากสินมหาราชก็ได้ยกทัพมาตีเวียงจันทน์และยึดเมืองได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2321 ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตไปยังอาณาจักรไทย ต่อมา ปี พ.ศ. 2436 อาณาจักรลาวตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส 45 ปี และได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492  พระพุทธศาสนาได้กลายเป็นรากฐานของวัฒนธรรมประเพณี ความคิด ความเชื่อของประชาชนลาว อย่างประเพณีทำบุญพระธาตุหลวง ได้เป็นประเพณีประจำชาติที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีศิลปกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาจำนวนมาก พระพุทธศาสนายังมีบทบาทในการสงเคราะห์ประชาชนในด้านต่าง ๆ เช่น พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของชุมชนด้านการให้คำปรึกษา และการสงเคราะห์ปัจจัยสี่แก่ประชาชน วัดได้กลายเป็นศูนย์กลางการพบปะของชาวบ้าน เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันลาวอยู่ในภาวะสงบ พระพุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐเป็นอย่างดี มีการก่อตั้งสถาบันการศึกษาสงฆ์เกิดขึ้น เช่น วิทยาลัยสงฆ์ประจำกรุงเวียงจันทน์ เป็นต้น

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การผสานกลไกทางพุทธศาสนาเพื่อสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในประชาคมอาเซียน: กรณีศึกษาไทยกับกลุ่มประเทศอินโดจีนและเมียนมาร์”

หัวหน้าโครงการ : รศ. ดร.พระมหาบุญเลิศ ช่วยธานี
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง : คณพศ ภูวบริรักษ์
กราฟิก : อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ และ ณภัทร ศรีประเสริฐ
ตรวจภาษาและความถูกต้อง : กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย
00:00
00:00
Empty Playlist