RC20258-1.1

การจับสัตว์น้ำในพื้นที่ต้นน้ำกับการสร้างอาชีพของราษฎรอย่างยั่งยืน

ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นผลมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ เป็นหนึ่งในประเด็นที่สำคัญมาก เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมในพื้นที่นั้น ๆ การเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติย่อมส่งผลกระทบทำให้สภาพแวดล้อมรวมถึงชุมชนในพื้นที่ได้รับความเสียหาย ดังนั้นคำถามสำคัญจากปัญหานี้คือ เราจะเจรจาหาข้อยุติในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้ยั่งยืน โดยไม่ใช้วิธีที่เบียดเบียน เช่น การขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ได้อย่างไร

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาในการทดสอบและวิจัยเพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนา ที่จะสามารถรักษาสภาพแวดล้อมในพื้นที่อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพและหาแนวทางการส่งเสริมให้ชาวบ้านในชุมชนสามารถอยู่รอดได้ โครงการวิจัย “การจัดการการเกษตรเชิงระบบในพื้นที่อนุรักษ์ต้นน้ำเขื่อนสิริกิติ์” เป็นหนึ่งในงานวิจัยที่สร้างต้นแบบการพัฒนาการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำและการสร้างอาชีพของราษฎรในพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน ซึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ประกอบไปด้วย การจัดการการเกษตรเชิงระบบด้วยเทคโนโลยีการปลูกพืชด้วยมาตรฐานการเกษตรที่เหมาะสม การเลี้ยงสัตว์มาตรฐานฟาร์ม การแปรรูปสินค้าเกษตร มาตรฐานความสะอาด การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การผลิตพลังงานทดแทน เข้าสู่ระบบการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ที่อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเขตอนุรักษ์ต้นน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ อีกทั้งยังได้มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของระบบการผลิตแบบเดิมกับการจัดการการเกษตรเชิงระบบใหม่

อย่างไรก็ตามในบทความนี้ จะขอยกเอาข้อมูลส่วนหนึ่งจากงานวิจัยข้างต้นมาแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างในการสร้างต้นแบบที่ไม่เพียงจะช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ แต่ยังช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชน ผ่านการจับสัตว์น้ำ ที่แต่เดิมในพื้นที่ก่อนมีโครงการวิจัย มีเพียงการจับปลาในแม่น้ำน่านและแปรรูปเบื้องต้น แต่หลังจากได้นำการปฏิบัติตามต้นแบบมาลงมือแล้ว จะมีรายละเอียดข้อมูลในการปฏิบัติและประโยชน์ที่ได้จากการดำเนินโครงการอย่างไร

แนวทางปฏิบัติในการจับปลา

สำหรับข้อตกลงตามโครงการต้นแบบด้านการหาปลาในลำน้ำน่าน ซึ่งมีกรมประมงเป็นผู้ดูแลในการจัดการทรัพยากรน้ำ ได้มีข้อตกลงว่าจะอนุญาตให้ชาวบ้านในพื้นที่สามารถใช้เครื่องมือจับปลาที่ไม่ใช่การทำลายล้าง เช่น ข่ายดักปลา ลงไปจับปลาขึ้นมาจำหน่ายและแปรรูปได้ในช่วงนอกฤดูการวางไข่ โดยในการดำเนินการตามโครงการ ได้มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนอยู่ร่วมกับกลุ่มโคพื้นเมืองเหนือเขื่อนสิริกิติ์ (และแปรรูปวัตถุดิบในท้องถิ่น) จำนวนสมาชิก 15 ราย ออกจับปลาประจำและนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มีจำนวน 5 ครัวเรือน และมีเกษตรกรอีกจำนวนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการดำเนินการจับปลาแล้วนำมาจำหน่ายให้กับกลุ่มฯ ซึ่งมีตู้แช่เย็น เพื่อจัดจำหน่ายเป็นปลาสดให้แก่นักเดินทางและผู้บริโภคในชุมชน

สำหรับการออกไปจับปลา มีสถานที่จับคือบริเวณลำน้ำน่าน ตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนอยู่ห่างจากบริเวณที่ไปจับปลาประมาณ 3 – 4 กิโลเมตร เกษตรกรจะขับรถจักรยานยนต์จากชุมชน ไปตามไหล่เขา ประมาณ 1 กิโลเมตร ไปยังจุดจอดเรือเพื่อขับเรือออกไปวางตาข่ายในช่วงเย็น และกลับไปนำปลาจากจุดวางตาข่ายกลับมายังจุดจอดเรือในช่วงเช้า แล้วนำปลากลับบ้านโดยรถจักรยานยนต์ ซึ่งในการจับปลามีการใช้เครื่องมือประกอบด้วย เรือขนาด 3 วา 2 ศอก ติดเครื่องหางยาว 9 แรงม้า ส่วนการวางอวนดักปลา ถ้าเป็นช่วงเดือนหงาย จะใช้วิธีการขวางลำน้ำ แต่ถ้าเป็นช่วงเดือนมืด จะใช้แนวตามตลิ่ง วางอวนในช่วงค่ำ และไปกู้อวนในช่วงเช้า ไม่มีการใช้เครื่องล่อปลาหรือเหยื่อใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งช่วงฤดูในการจับปลาตามข้อตกลงคือสามารถจับได้ตลอดทั้งปี เว้นแต่ช่วงหยุดพักในระยะที่กรมประมงห้ามจับในฤดูวางไข่ คือระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการออกไปจับปลา อย่างแรกคือ เรือ มีมูลค่า 20,000 บาท เครื่องยนต์และหางใบพัด มูลค่า 12,000 บาท และตาข่ายดักปลา มูลค่า 3,000 บาท เหล่านี้คือต้นทุนที่มีอายุการใช้งานหลายปี นอกจากนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ออกไปจับปลา ได้แก่ ค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์จากที่พักไปยังท่าจอดเรือเพื่อออกไปและกลับสำหรับวางข่าย ค่าน้ำมันเครื่องยนต์สำหรับนำเรือจากท่าจอดเรือออกไปวางข่าย ไป – กลับ ค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์จากที่พักไปยังท่าจอดเรือเพื่อนำผลผลิตและตาข่ายกลับที่พัก ค่าน้ำมันเครื่องยนต์สำหรับนำเรือจากท่าจอดเรือออกไปเก็บข่ายและรวบรวมผลผลิต ไป – กลับ ใช้น้ำมันต่อครั้งประมาณ 3 ลิตร มูลค่า 100 บาท แรงงาน 1 คน ของตนเอง

เมื่อได้ปลาที่จับจากธรรมชาติโดยสมาชิกของวิสาหกิจชุมชนมาแล้ว ก็จะนำมาคัดเพื่อจำหน่ายทั้งในรูปแบบของปลาสด (แช่เย็น) และผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่งในส่วนของการแปรรูปก็จะเน้นความสะอาดและความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยใช้ส่วนผสมที่ผ่านการรับรองของ อย. ผลผลิตหลักได้แก่ ปลาร้า ปลาส้ม ปลาแห้ง และไส้อั่ว โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการและเครื่องมือจากคณะวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ นำโดยอาจารย์วันกนก เขื่อนสุข

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการเลี้ยงปลาในชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่ม มีสระน้ำที่เก็บกักน้ำได้ตลอดทั้งปี มูลนิธิ ซี.ซี. เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้สนับสนุนให้เยาวชนเลี้ยงปลาดุก 1 แปลง ประมาณ 1 งาน เป็นรายได้ให้เยาวชน และจากการสำรวจพื้นที่ที่เหมาะสมอื่น พบว่ามีพื้นที่อีก 1 แปลง ประมาณ 1 งาน และการสร้างบ่อปูนเพื่อเลี้ยงปลาเป็นอาหารกลางวันของนักเรียนที่โรงเรียนห้วยไผ่ หมู่ 8 และได้มีการจัดหาพันธุ์ปลาดุกจำนวน 2,500 ตัว พร้อมอาหารปลาจำนวน 100 กิโลกรัม มอบให้เกษตรกรและครูไปเลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหารกลางวันสำหรับเด็กนักเรียน

ผลผลิตและผลตอบแทนการผลิตที่ได้

ในการนำปลาที่จับได้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ การผลิตปลาส้ม ใช้ปลาในกลุ่มปลาตะเพียน 50 กิโลกรัม ผลิตปลาส้มได้ 330 ถุง จำหน่ายราคาถุงละ 10 บาท มีต้นทุนการผลิตรวมค่าปลา ค่าแรงงาน และค่าขนส่ง รวมเฉลี่ย 2,645 บาท กำไรต่อการผลิตปลา 50 กิโลกรัม 655 บาท ส่วนการผลิตปลาแดดเดียว ใช้ปลาตะเพียน 10 กิโลกรัม ผลผลิตปลาแดดเดียว 3 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 250 บาท ต้นทุนการผลิตรวมเฉลี่ย 612 บาท กำไรต่อการผลิตปลา 10 กิโลกรัม 138 บาท

โดยเมื่อได้ผลิตภัณฑ์มาแล้ว จะนำไปจัดจำหน่าย ณ ที่ตั้งของกลุ่ม และตลาดมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในราคาจำหน่าย คือ ปลาสด กิโลกรัมละ 30 บาท ปลาแดดเดียว กิโลกรัมละ 300 บาท ปลาส้ม กิโลกรัมละ 300 บาท ปลาย่าง กิโลกรัมละ 150 บาท ก้างปลาตากแห้ง กิโลกรัมละ 375 บาท ไส้อั่ว กิโลกรัมละ 380 บาท ปลาบด กิโลกรัมละ 100 บาท ปลาร้า กิโลกรัมละ 40 บาท คิดมูลค่าการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปปลา เฉลี่ยวันละ 2,000 บาท ด้วยแรงงาน 3 คน ทำงานประมาณ 3 ชั่วโมง

ผลการดำเนินงานระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2561 (ภายหลังจากการได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการ เครื่องมือ และอุปกรณ์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์แล้ว) จนถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2562 เป็นดังนี้ ปริมาณปลาสด รวม 4,846 กิโลกรัม รายได้ของผู้จับปลาสด 145,380 บาท ผลตอบแทนสุทธิของผู้จับปลา 101,766 บาท ปริมาณปลาแปรรูปเฉลี่ย 1,615 กิโลกรัม รายได้ของผู้ผลิตปลาแปรรูป 403,750 บาท ผลตอบแทนสุทธิของผู้ผลิตปลาแปรรูป 137,245 บาท จะให้เห็นได้ว่าหลังจากมีการจัดการเกษตรเชิงระบบใหม่ เช่น การแปรรูปปลา ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 145,380 บาท เป็น 403,750 บาท ผลตอบแทนสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 101,766 บาท เป็น 137,245 บาท

ดังนั้นจากมูลค่าข้างต้น สามารถสรุปผลตอบแทนที่ชาวบ้านได้จากการเข้าร่วมโครงการต้นแบบในด้านการจับสัตว์น้ำว่า ไม่เพียงแต่ชาวบ้านในพื้นที่จะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากตัวเลขผลตอบแทนสุทธิที่เพิ่มขึ้น แต่ยังทำให้ชาวบ้านมีผลิตภัณฑ์ปลาแปรรูปตามมาตรฐานความสะอาด และที่สำคัญที่สุดคือการที่ชาวบ้านได้ปฏิบัติตามข้อตกลงโครงการ ทำให้ชาวบ้านไม่ต้องมีความขัดแย้งกับกรมประมงที่เป็นผู้ดูแลในการจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านสามารถสร้างรายได้ ควบคู่กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การจัดการการเกษตรเชิงระบบในพื้นที่อนุรักษ์ต้นน้ำเขื่อนสิริกิติ์”

หัวหน้าโครงการ : ธำรงค์ เมฆโหรา

สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ธนภัทร ทองสอน
กราฟิก ธนภัทร ทองสอน
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน จินตนา ธรรมวงษ์
00:00
00:00
Empty Playlist