RC20259-1.1

ผลิตนายทหารแบบ Citizen-Soldiers ของสหรัฐอเมริกา

หากพูดถึงอาชีพทหาร สิ่งแรก ๆ ที่หลายคนอาจนึกถึงสำหรับอาชีพนี้ คือความแข็งแรงทางสมรรถภาพร่างกาย ความเพียบพร้อมของระเบียบวินัย และความชำนาญในการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อที่จะเป็นกำลังรบในการปกป้องประเทศ คุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้คือคุณสมบัติในระบบและการผลิตทหารที่เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป แต่หากพูดถึงคำว่าวิชาการในระบบและการผลิตนายทหารของไทย หลายคนอาจจะนึกภาพไม่ออกเท่าไรนัก

บางคนอาจจะนึกถึงโรงเรียนเตรียมทหาร หรือสถาบันการศึกษาทางทหารในระดับอุดมศึกษา อย่าง โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ และ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช ที่ผู้ศึกษาในสถานศึกษาเหล่านี้ จะได้รับทั้งความรู้ทางวิชาการ ควบคู่ไปกับการสร้างคุณสมบัติของทหาร อย่างเรื่องระเบียบวินัย หรือความรู้ทางทหารต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้จบการศึกษา สามารถก้าวเข้าสู่อาชีพทหารได้ด้วยความพร้อม ซึ่งสถาบันการศึกษาทางทหารเหล่านี้สังกัดเป็นของรัฐ หรือกล่าวได้ว่า ทุกวันนี้ระบบการผลิตนายทหารของไทยเป็นของรัฐทั้งหมด แตกต่างจากอเมริกาที่มีทั้งแบบของรัฐ อย่างโรงเรียนเตรียมทหารสหรัฐ (West point) และของเอกชน อย่างมหาวิทยาลัยนอร์วิช (Norwich University) หรือ วิทยาลัยการทหารเวอร์จิเนีย (VMI) เป็นต้น

ถึงแม้ระบบและการผลิตนายทหารของสหรัฐอเมริกามีทั้งแบบของรัฐและของเอกชน แต่ทั้งสองแบบนั้นตั้งอยู่บนฐานแนวคิดแบบเดียวกัน ทั้งในเรื่องคุณภาพทางวิชาการ คุณภาพของอาจารย์ผู้สอน และคุณภาพของนักเรียนนายร้อย กล่าวคือ ต่างให้ความสำคัญกับภาควิชาการอยู่ในลำดับต้น และมีระบบการเรียนการสอนในระดับความเข้มข้นเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยชั้นนำ ฉะนั้นในบทความนี้จะนำเสนอถึงระบบและการผลิตนายทหารของสหรัฐอเมริกา ที่ให้ความสำคัญกับด้านวิชาการ ว่ามีส่วนไหนที่น่าสนใจและอาจนำมาปรับใช้กับสถาบันการศึกษาทางทหารในระดับอุดมศึกษาของไทยในการผลิตทหาร ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

การผลิตทหารในแบบ “พลเมืองพร้อมรบ” (Citizen-Soldiers)

จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าระบบและการผลิตนายทหารของสหรัฐอเมริกาทั้งแบบของรัฐและของเอกชน ให้ความสำคัญกับภาควิชาการอยู่ในลำดับต้น สาเหตุที่กล่าวได้เช่นนี้ เนื่องจากระบบการผลิตนายทหารของสหรัฐอเมริกา ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรและการจัดการศึกษาในระดับกว้างที่ไปไกลกว่าความต้องการของกองทัพเพียงอย่างเดียว คือใช้อาวุธและกำลังหรือรบเป็นเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยตนเองเป็นพื้นฐาน และเน้นคุณภาพของทหารที่มีหลักวิชาความรู้ทัดเทียมบัณฑิตในสาขาต่าง ๆ ตามความต้องการของตลาดแรงงานหรือความจำเป็นทางสังคมของภาคเอกชนอีกด้วย

กล่าวได้ว่า แก่นแท้ของการผลิตทหารอาชีพในสหรัฐอเมริกา ทั้งที่เป็นของรัฐและของเอกชน คือการฝึกอบรมทหารให้มีความรู้ทางวิชาการเช่นเดียวกับบัณฑิตที่มีคุณภาพ คือมิใช่เพียงการใช้กำลังหรือความรุนแรงเท่านั้น หากยังเน้นการผลิตทหารที่ใช้ปัญญาและความรู้ หรือมีความเป็นนักวิชาการหรือปัญญาชนไปในตัวด้วย อีกทั้งในระบบและกระบวนการผลิตมีเป้าหมายและทำได้จริง คือการฝึกอบรมให้นักเรียนนายร้อยมีความเป็นผู้ใหญ่ มีวินัย มีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ พร้อมด้วยความรู้ทางทหารและวิชาการอย่างสมดุล เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตน และเข้าใจสังคมและโลกกว้าง ยอมรับความหลากหลายและเคารพซึ่งกันและกัน อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย จึงหมายความว่าระบบการผลิตทหารแบบสหรัฐอเมริกา เป็นการผลิตทหารในแบบ “พลเมืองพร้อมรบ” (citizen-soldiers) คือเป็นทั้งทหารและพลเมืองที่มีคุณภาพของระบอบประชาธิปไตยไปพร้อมกันนั่นเอง

โรงเรียนนายร้อยของสหรัฐอเมริกาทั้งสองแบบนี้มีระบบและเป้าหมายของการผลิตคล้ายกัน คือรับผู้สมัครจบเกรด 12 (Grade 12 หรือจบระดับ High school เทียบเท่ากับจบมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ม.6 ของไทย) มีหลักสูตร 4 ปี (ระดับปริญญาตรีสาขาต่าง ๆ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัย เช่น West Point มีจำนวน 37 สาขาวิชา)

ถึงแม้ในระบบโรงเรียนนายร้อยเอกชนจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น ระหว่าง VMI กับ Norwich University แต่หลักใหญ่คล้ายกันและไม่ต่างไปจากระบบของ West Point มากนัก สิ่งที่แสดงความเป็น citizen soldiers ที่สำคัญอย่างหนึ่งนอกจากการเน้นวิชาการแล้ว คือวัฒนธรรมที่ไม่ได้บังคับให้นักเรียนนายร้อยที่จบจากสถาบันจะต้องประกอบอาชีพทหารตลอดชีวิต แต่มีความเป็นอิสระในการที่จะเลือกการประกอบอาชีพของตน นักเรียนนายร้อยที่จบจาก West Point ต้องใช้ทุนเพียง 5 ปี จากนั้นจะสามารถออกไปทำงานภาคเอกชนได้ ศิษย์เก่าของ West Point มีจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะระดับร้อยเอก พันตรี ที่ลาออกไปทำงานภาคเอกชนและเป็นที่ยอมรับของภาคเอกชน เช่นเดียวกับนักเรียนนายร้อยที่จบจาก Norwich University และ VMI ซึ่งศิษย์เก่าจากสามสถาบันนี้ มากกว่าครึ่งจะไปทำงานภาคเอกชนที่มีชื่อเสียงและบริจาคเงินเพื่อพัฒนาโรงเรียนนายร้อยของตนอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นวัฒนธรรมที่มีส่วนช่วยให้โรงเรียนนายร้อยมีทุนในการพัฒนาทั้งด้านอาคาร ระบบอาจารย์และการเรียนการสอน ฯลฯ อย่างเข้มแข็ง ก้าวหน้าและมีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน

นักเรียนนายร้อยไทย กับการผลิตทหารแบบ Citizen soldiers

โรงเรียนนายร้อยในไทยได้ยึดตามระบบของ West point เป็นต้นแบบมาอย่างยาวนาน ถึงกระนั้นจากการวิจัยในโครงการ “การออกแบบระบบการศึกษาทางทหารของไทยใหม่เพื่อการผลิตทหารอาชีพและการปฏิรูปกองทัพ” ชี้ให้เห็นว่า โรงเรียนนายร้อยในไทย อย่างโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ยังคงมีความด้อยกว่าสถาบันการศึกษาทางทหารของอเมริกาอยู่ ในด้านของการสร้าง Citizen soldiers กล่าวคือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เน้นคุณภาพของทหารเพื่อสนองต่อความต้องการของกองทัพ (บก) เป็นหลัก ทำให้นักเรียนนายร้อยในไทย ยังคงมีความรอบรู้ตามหลักวิชาการ รวมทั้งการพัฒนาด้านวิธีคิดอ่าน การมองและเข้าใจโลกกว้างจากฐานคิดแบบปัญญาชนที่ห่างไกลหรือเทียบไม่ได้กับผลผลิตในแบบของสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ระบบการเรียนการสอนภาควิชาการ รวมทั้งห้องสมุดหรือแหล่งค้นคว้าทางวิชาการ ตลอดจนการจัดตั้งสถาบันหรือโครงการส่งเสริมการทำวิจัย และแหล่งเงินทุนวิจัยในการสนับสนุนการทำงานวิจัยของนักเรียนในชั้นปี 4 (senior projects) ยังมีความเข้มข้นน้อยกว่ากันมาก เมื่อเปรียบเทียบกับทางสหรัฐอเมริกา จึงทำให้นักเรียนนายร้อยไทยแม้จะมีคุณภาพในเชิงวิชาชีพ หรือมีความรู้ทางทหารที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของกองทัพได้ก็จริง แต่กลับมีขีดจำกัดด้านความรอบรู้ตามหลักวิชาหรือในภาควิชาการ อีกทั้งยังขาดวิธีคิด ทักษะ ความรู้พื้นฐานทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งแม้เป็นความรู้ที่ไม่สามารถนำมาใช้ในเชิงประยุกต์กับการผลิตสิ่งของต่าง ๆ หรือการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากเท่ากับด้านวิศวกรรมศาสตร์ แต่ก็เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทหารอาชีพในการเข้าใจมนุษย์และสังคม ที่โลกตะวันตกให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่

เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่าในสังคมประชาธิปไตยในปัจจุบัน การฝึกอบรมนักเรียนนายร้อยหรือทหาร จำเป็นต้องมีความคิดอ่านทางสังคมและมองโลกจากมุมของฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายพลเรือนด้วย เพราะเป็นทักษะและวิธีคิดที่สำคัญของอีกโลกหนึ่ง ที่ทหารอาชีพควรต้องเรียนรู้และเข้าใจ เข้าถึง จึงจะพัฒนาแนวทางการทำงานของทหารไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือเป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะทหารมิใช่อยู่แต่ในโลกของตนเองหรือเฉพาะในกรมกองของกองทัพเท่านั้น หากยังต้องอยู่ในโลกที่ใหญ่ขึ้นให้ได้ด้วยคือ สังคม และเป็นสังคมที่ฝ่ายพลเรือนเป็นใหญ่ ดังนั้นการใส่ความคิดอ่านเรื่องประชาธิปไตยเข้าไป ในฐานคิดหรือกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของนักเรียนนายร้อย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต่อเนื่องมาจากการกล่อมเกลาทางสังคม (Socialization) และอยู่ในปรัชญาและ “หัวใจ” ของระบบการผลิตทหารในสหรัฐอเมริกามานานแล้ว จนกลายเป็นจารีตประเพณีหรือจิตวิญญาณ ที่ยังคงสืบต่อเนื่องมาถึงสมัยปัจจุบัน

ทำอย่างไร จึงจะยกระดับนักเรียนนายร้อยไทยในการเป็น Citizen soldiers ?

หากไทยยังคงต้องการตามแบบอย่างของสหรัฐอเมริกา และต้องการทำให้การผลิตทหารบรรลุตามเป้าหมายเช่นเดียวกับของ West Point แล้ว ทางแก้ไขในเรื่องนี้จำเป็นต้องเริ่มจากความเข้าใจที่ถูกต้อง คือส่วนการศึกษาของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และหน่วยเหนือทั้งระดับกองทัพและรัฐบาล ควรต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ “เนื้อใน” ทางปรัชญาของหลักสูตรและ “หัวใจ” ของระบบการผลิตและการเรียนการสอน โดยเฉพาะ “จิตวิญญาณ” ของความเป็นทหารอาชีพ และเอาจริงเอาจังกับการเรียนการสอนเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น จากนั้นจึงนำความเข้าใจนี้มาเป็นหลักคิดสำหรับการออกแบบใหม่ให้กับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพื่อทำให้เกิดระบบและครบทั้งกระบวนการของการเรียนรู้ในลักษณะการสร้างทหารอาชีพ ที่มีความเป็นทหารวิชาการไปในตัว ตามต้นแบบของสหรัฐอเมริกา

ระบบและกระบวนการเรียนรู้ทางวิชาการของทหารสหรัฐอเมริกา ทั้งในโรงเรียนนายร้อยของรัฐและเอกชนนั้น ไม่ได้มีระบบซับซ้อนหรือซ่อนเงื่อนแต่ประการใด คือมีลักษณะเด่นร่วมกันที่พัฒนาขึ้นจากฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเน้นทางวิศวกรรมศาสตร์ก็จริง แต่ก็ไม่เคยทิ้งหมวดมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อให้ทหารอาชีพมีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ สังคมและการมองโลกในเชิงกว้างแบบบัณฑิตหรือปัญญาชน คือทหารเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และไม่แบ่งแยกทหารกับพลเรือนอย่างเด็ดขาด แต่ที่สำคัญก็คือ ทหารไม่ได้ใหญ่กว่าสังคมหรือรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ดังจะเห็นได้ว่าระบบของโรงเรียนนายร้อย (รวมทั้งกองทัพของสหรัฐอเมริกา) มิได้ฝึกอบรมให้นักเรียนนายร้อยมีความคิดอ่านที่เน้นอำนาจนิยมหรือในเชิงที่เห็นว่า ทหาร กองทัพต้องอยู่เหนือฝ่ายพลเรือนหรือภาคเอกชน

นอกจากเรื่องหลักสูตรแล้ว เรื่องของคุณภาพระบบการเรียนการสอนและการวัดผลอย่างเข้มข้น ทั้งระบบการรับอาจารย์ การพัฒนาการเรียนการสอนของอาจารย์ใหม่ การจัดชั้นเรียนในขนาดเล็ก และวิธีการสอนที่เน้นการฝึกฝนทางวิธีคิดในลักษณะถกเถียงมากกว่าบรรยาย นอกจากนี้ยังต้องมีห้องสมุด แหล่งค้นคว้าข้อมูลและความรู้ที่ก้าวหน้าทันสมัย ตลอดจนแหล่งเงินทุนสนับสนุนการวิจัย (ทั้งจากภายในและภายนอกโรงเรียน) การมีระบบหอพักภายใต้การสร้างวินัยเชิงบวก และการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้นักเรียนนายร้อยมีโอกาสในการเอาใจใส่กับภาควิชาการ คือมีเวลาอิสระและสามารถพัฒนาความรู้ทางวิชาการไม่ต่างไปจากนักศึกษาในมหาวิทยาลัยพลเรือน

ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้นักเรียนนายร้อยของไทย ก้าวสู่การเป็น “Citizen Soldiers” ที่เพียบพร้อมไปด้วยหลักวิชาและกระบวนการคิด ทัดเทียมกับนักเรียนนายร้อยต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างมีคุณภาพ

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การออกแบบระบบการศึกษาทางทหารของไทยใหม่เพื่อการผลิตทหารอาชีพและการปฏิรูปกองทัพ”

หัวหน้าโครงการ : สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ

สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ธนภัทร ทองสอน
กราฟิก ธนภัทร ทองสอน
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน จินตนา ธรรมวงษ์
00:00
00:00
Empty Playlist