a-study-of-thai-legislative-voting-cover

ส.ส. โหวตเพื่อใคร

งานวิจัยที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้ เกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของผู้แทนที่เราได้เลือกไป วันนี้เรามาคุยกันในงานวิจัยที่ชื่อน่าสนใจ “โหวตเพื่อใคร พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทย” โดยเราได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร. อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้ดำเนินรายการ: ตอนนี้ใกล้เลือกตั้งแล้ว และช่วงนี้เริ่มมีการลงพื้นที่ เริ่มมีการพูดถึงแนวทางและนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ถามอาจารย์ว่า “โหวตเพื่อใคร” ซึ่งเป็นงานวิจัยชิ้นนี้ ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจ เกิดมาจากปัญหาอะไรที่อาจารย์พบ และมีความหมายอย่างไรบ้างเกี่ยวกับการโหวตของ ส.ส. ในสภา คนเคยสนใจหรือไม่ว่า จริง ๆ แล้วเขายกมือเพื่ออะไร แล้วยกมือตามอุดมการณ์ตนเองหรือไม่ เกิดขึ้นจากสภาพการณ์เดิมที่อาจารย์สนใจอย่างไรบ้าง

อ.อรรถสิทธิ์: คือถ้าทุกท่านฟัง อ่านข่าวการเมือง ติดตามสถานการณ์ หรือสนใจการเมือง งานวิจัยนี้มาจากคำถาม มันจะมีคำหนึ่งที่บอกว่า “ประชาธิปไตย 4 วินาที” คือเลือกตั้ง เราก็เข้าไปในคูหาเลือกตั้ง แล้วเราก็กาว่าเราจะเลือกใคร เสร็จแล้วเราก็โอเค กาเสร็จ ใครชนะแล้วก็จบ หลังจากนั้นเราก็ไม่เคยรู้ว่า เขาทำอะไร เราก็มักจะบอกว่า เวลาใกล้เลือกตั้ง ก็ลงพื้นที่ มาสวัสดี มาแนะนำตัว มาสัญญาว่าจะทำอันนั้น ทำอันนี้ให้ แต่พอเลือกไปแล้ว ทำไมหายไป มันก็เลยน่าคิดว่า เราไม่เคยรู้ใช่ไหมว่า เวลาเขาไปทำงานในสภา เราสนใจอะไรเขาไหม หรือว่า ส.ส. ไม่เคยสนใจที่จะมารายงานให้เราฟัง เราก็ได้ยินแต่ว่า เลือกไปแล้ว เวลาเลือกไปแล้วก็จบกัน

หรืออีกอย่างคือ เรามักจะดีใจ เวลา ส.ส. เขามางานศพ งานบวช งานแต่ง ซึ่งจริง ๆ แล้ว นั่นไม่ใช่หน้าที่เขา อันนั้นเป็นหน้าที่นอกสภา กล่าวคือ ไม่มาก็ได้ หาก ส.ส. ไม่มาเขาก็บวชได้ ตามประเพณี แต่ถ้าหากคุณไม่ไปโหวตในสภาสิ นั่นจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าการโหวตในสภา คือการไปบอกว่า กฎหมาย นโยบาย เราจะไปในทิศทางไหน ผมเลยอยากให้ทุกคนมาสนใจว่า อยากรู้ไหมว่า ที่เราเลือก ๆ กันไป เวลาเขาไปลงคะแนนเสียงในการเลือก เขาโหวตให้ใคร เขาโหวตเพื่อผลประโยชน์ของตัวเรา ผลประโยชน์ของคนในพื้นที่ หรือจริง ๆ เขาเป็นเด็กดีของพรรคการเมือง

ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์กำลังจะบอกว่า บทบาท ส.ส. ในสายตาประชาชน คนยังสนใจได้ไม่ครบทุกมิติ ที่อาจารย์พูดมาสามารถแยกแบบหยาบ ๆ ได้ 2 มิติ คือ มิติในสภา และ นอกสภา คนจะสนใจว่าจะเจอหน้า ส.ส. ไหม เวลามีงานบุญ หรือลงพื้นที่พบปะ เคาะประตูบ้าน หรือไปเปิดงานอะไรให้ประชาชนเห็นไหม ถ้าเห็นหน้าบ่อยก็ คนนี้ เป็นขวัญใจประชาชน แต่ในสภา มันเหมือนกับอาจารย์บอกว่า ส.ส. ก็ไม่เคยเล่าให้ฟังว่า พอเข้าไปแล้วทำกฎหมายอะไรเพื่อประชาชน แล้วประชาชนก็ไม่ได้สนใจว่า เขายกมือผ่านกฎหมายอะไรบ้าง กฎหมายนั้นมีผลกับเขาอย่างไร แล้วมันตอบสนองอุดมการณ์ที่เคยมาบอกเราตอนหาเสียงหรือไม่ ถูกไหม?

อ.อรรถสิทธิ์: ใช่ครับ คือบางทีเนี่ย เราก็เลือก ๆ ไป 4 วินาที แล้วก็จบ ซึ่งมันก็จะเป็นแบบนี้ แล้วเราก็ค้นพบว่า เราก็ผิดหวัง ทำไม ส.ส. เราไม่ดี เป็นเพราะว่า ส.ส. เราไม่ดี หรือว่าเราไม่เคยเข้าไปกำกับดูแล แล้วเราก็ไม่เคยไปดู ไปรู้ว่าเขากำลังทำอะไร งานที่ผมกำลังจะบอกก็คือว่า เราลองไปเอาผลการโหวตมาดูว่า เขาจะตามใจตัวเอง ตามใจคนในพื้นที่ หรือว่าจะตามใจพรรค หรือเป็นเพราะว่าเขาอยู่ฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล ผมก็ตั้งคำถามแบบนี้ อยากจะรู้เฉย ๆ ว่า เวลา ส.ส. โหวต เคยนึกถึงเราบ้างหรือเปล่า?

ผู้ดำเนินรายการ: จริง ๆ แล้ว แม้ประชาชนไม่สนใจ แต่เราควรที่จะทำให้ประชาชนรู้ว่า จริง ๆ แล้ว ส.ส. โหวตเพื่อใคร

อ.อรรถสิทธิ์: จริง ๆ แล้วงานนี้ เป็นตัวที่บอกว่า ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง งานวิจัยชิ้นก่อนหน้านี้ของผม พบว่า คนทั่วไปเลือก ส.ส. ด้วยความชอบ คือถ้าชอบคนนี้ ชอบพรรคการเมืองนี้ ชอบหัวหน้าพรรคนี้ ก็จะไปเลือก แต่ความชอบมันไม่ได้ตอบโจทย์ทุกอย่าง ความชอบไม่ได้หมายความว่า เรายืนอยู่ในจุดยืนเดียวกันไหม ดังนั้น งานชิ้นนี้จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจว่า ถ้าเราจะไปเลือกตั้งครั้งหน้า เราดูก่อนว่า ส.ส. คนนี้ หรือพรรคการเมืองนี้ มีแนวคิดคล้ายกับเราไหม คือผมอยากให้ทุกคนขยับการตัดสินใจจากความชอบมาเป็นว่า คนนี้ตรงใจในเรื่องของนโยบาย เราลองมาดูเรื่องนี้ การตัดสินใจในการเมืองของเรา เราก็จะรู้สึกว่ามันมีคุณภาพมากขึ้น

ผู้ดำเนินรายการ: แล้วในการศึกษาอย่างเป็นระบบของอาจารย์ เพื่อจะบอกว่า จริง ๆ ส.ส. ที่เราเลือกไป ไปยกมือให้ใคร หรือไปในแนวไหน ข้อค้นพบคืออะไรบ้าง?

อ.อรรถสิทธิ์: เวลาที่เราจะถาม เราก็ต้องคิดไว้ในใจก่อนว่า ทำไม ส.ส. ถึงแสดงอะไรออกมา ผมก็ลองตั้งเรื่องไว้ในใจว่า ที่ ส.ส. แสดงออกนั้น ส.ส. ตามใจคนในพื้นที่ หรือว่า ส.ส. ตามใจพรรค หรือ ส.ส. ตามใจตนเอง แล้วก็ค้นพบว่า “ส.ส. ตามใจพรรคมากกว่าคนในพื้นที่” เพราะข้อมูลที่ผมเก็บ ผมย้อนไปตั้งแต่สมัย 2542 จนถึงปี 2555 คือตั้งแต่สมัยพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายก จนถึง สมัยรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นนายก ในการโหวตกว่า 400 – 500 เรื่อง ค้นพบว่าค่าเฉลี่ยของการโหวต คือหมายความว่า ถ้าพรรคมีนโยบายแบบไหน ส.ส. จะโหวตถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ในการที่จะเลือกตามใจพรรค

ผู้ดำเนินรายการ: เหลือพื้นที่ให้ตามใจคนในพื้นที่ หรือปัจจัยอื่น ๆ ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์

อ.อรรถสิทธิ์: จริง ๆ แล้วอย่างหนึ่งเรามักจะบอกว่า ทำไม ส.ส. ต้องตามใจพรรค เหตุผลหนึ่งที่ ส.ส. ต้องตามใจพรรค เราต้องถามว่า ความต้องการของ ส.ส. ที่สุดแล้วเขาต้องการอะไร ส.ส. ทุกคนต้องการอยากลงเลือกตั้งใหม่ แต่ด้วยความที่ วิธีการเลือกตั้ง หรือ วิถีทางการเมืองของประเทศไทย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพรรค

ผู้ดำเนินรายการ: ความเป็นสถาบันของพรรคการเมือง เกี่ยวข้องหรือมีอิทธิพลกับการที่จะส่งผลให้ ส.ส. ในพรรค โหวตไปในทางเดียวกัน หรือไม่ไปในทางเดียวกัน ความเป็นสถาบันตอบโจทย์เรื่องนี้อย่างไร?

อ.อรรถสิทธิ์: จริง ๆ ต้องถอยหลังไปดูก่อนว่า พรรคการเมือง จริง ๆ แล้วมีอุดมการณ์ไหม มีอุดมการณ์อะไรร่วมกันไหม ผมขออนุญาตตอบ ซึ่งทุกคนอาจจะบอกว่าไม่น่าพูดแบบนี้ ผมอยากจะบอกว่า

 

‘พรรคการเมืองในประเทศไทยในอดีต ไม่ได้เกิดจากการรวมตัวว่า คนมีแนวคิดคล้ายกัน มารวมตัวกัน มันกลายเป็นกลุ่มคนที่อยากลงเลือกตั้งแล้วชนะเลือกตั้งมารวมตัวกัน แล้วก็ใช้ยี่ห้ออันนี้ จะทำให้ชนะการเลือกตั้ง’

 

ฉะนั้น ในการลงมติในเรื่องต่าง ๆ มันแทบจะไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองอะไรมาเกี่ยวข้อง มันเป็นแค่เพียงว่า ในเรื่องนี้ ผลประโยชน์มันจะตกอยู่ประมาณไหน แล้วอีกส่วนหนึ่งคือ ความเป็นสถาบันของพรรค อย่างหนึ่งที่เราพูดถึงคือความมีระเบียบวินัยของพรรค ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หมายความว่าถ้าเราอยู่พรรคเดียวกัน เราก็น่าจะเห็นหลาย ๆ เรื่องไปในทางเดียวกัน แต่ว่าความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของเรา มันมาก

คือเมื่อก่อน พรรคการเมืองสมัยก่อน มีเป็นพรรคการเมืองเป็นพรรครัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือรัฐบาลผสม ก็จะแบบว่า ทะเลาะเบาะแว้ง ถึงเวลาก็แก่งแย่งชิงตำแหน่ง ผมจะบอกว่า หลังเลือกตั้ง เมื่อทุกคนลงตัวในเรื่องของเก้าอี้รัฐมนตรีแล้ว เวลาเลือกกฎหมาย ไม่มีพรรคการเมืองไหนกล้าเป็นเด็กดื้อ ทุกคนจะเป็นเด็กที่ดีของพรรคการเมือง และพรรคการเมืองก็จะเป็นเด็กดีของฝ่ายนั้น ๆ เพราะ ส.ส. เองก็จะกลัวว่าถ้าตนเองเป็นเด็กดื้อ พรรคจะไม่ส่งลงเลือกตั้ง เขาไม่กลัวว่า ถ้าหากเขาโหวต ประชาชนต้องการอย่างหนึ่ง แล้วเขาไปโหวตอีกอย่างหนึ่ง

ปัญหาแรกที่สำคัญคือ ถ้าหากเขาไม่ทำตามพรรค เขาจะไม่มีโอกาสไปพูดกับประชาชนว่า ทำไมเขาไปโหวตแบบนั้น ฉะนั้นสิ่งที่เราจะเห็นก็คือ ด้วยระเบียบ ด้วยวิถี กฎ กติกา ที่เราใช้ในการเลือกตั้งในประเทศไทย มาเป็นระยะเวลานาน พรรคจะมีความเข้มแข็งมาก เข้มแข็งในที่นี้คือมีอิทธิพลในการตัดสินใจของ ส.ส. มาก เราจึงไม่แปลกใจว่า ทำไม ส.ส. ถึงต้องโหวตตามพรรค เพราะว่าถ้าหาก ส.ส. เป็นเด็กดื้อ พรรคก็จะไม่ส่งลงเลือกตั้ง ใครก็อยากลงเลือกตั้ง จึงเป็นเหตุผลของข้อค้นพบ

ผู้ดำเนินรายการ: สิ่งที่เป็นอุดมการณ์ของพรรค และสิ่งที่เป็นอุดมการณ์ส่วนตัวของสมาชิกพรรค ไปในแนวทางเดียวกันหรือไม่

อ.อรรถสิทธิ์: ถ้าหากเราย้อนไปอีกนิดนึง เวลาคนจะโหวตร่างกฎหมาย ตัวร่างกฎหมายเองจะต้องมีเนื้อหาที่มีอุดมการณ์อะไรสักอย่างทางการเมือง แต่เราค้นพบว่า กฎหมาย 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ ที่ออกมา เป็นกฎหมายที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี ซึ่งแปลได้ง่าย ๆ ว่า กฎหมายในประเทศไทย 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นการเสนอโดย ระบบราชการ ก็คือ ส.ส. เองก็ไม่ได้มีบทบาทในการออกกฎหมายเองสักเท่าไร ในกฎหมายที่เราเก็บข้อมูลมา 100 เปอร์เซ็นต์ กฎหมายที่ ส.ส. เป็นคนเสนอ มีไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่า ต้องนึกก่อนว่า ส.ส. เรามีไว้ทำไม ส.ส. เรามีไว้ หน้าที่คือฝ่าย นิติบัญญัติ คือไปออกกฎหมาย แต่ค้นพบว่า กฎหมายที่ออกมา ออกโดยเขาแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือแทบจะเป็นคณะรัฐมนตรี หรือระบบราชการ

เราก็เลยพบว่า กฎหมายที่ออกมา มันก็เลยค่อนข้างจะไม่ได้ไปในแนวทางที่จะพลิกประเทศ เปลี่ยนประเทศ เราจะเห็นแต่กฎหมายที่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยน พ.ศ. เปลี่ยนคำนิยาม คือจะเป็นกฎหมายที่ทำให้ระบบราชการทำงานได้สะดวกมากขึ้น ด้วยเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป คำนิยาม ศัพท์บางอย่างในกฎหมายที่เขียนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เรามักจะเจอกฎหมายแบบนี้เยอะ ยกตัวอย่าง เรามักจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำในประเทศมาเป็นเวลานานมาก แต่ ส.ส. เอง ไม่เคยที่จะผลักดัน หรือจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการเปลี่ยนกฎหมาย ดังนั้นผมจึงบอกว่า ที่เราพูดว่า โหวตเพื่อใคร อย่าเพิ่งถามว่าโหวตเพื่อใคร แต่ต้องถามว่า เคยเสนอกฎหมายเพื่อเรา (ประชาชน) หรือเปล่า?

ผู้ดำเนินรายการ: น่าสนใจมากตรงที่ว่า ตอนนี้พรรคการเมืองที่เราจะต้องเลือก ถามอาจารย์ว่า เราควรจะสนใจไหมว่า พรรคไหนที่มีอุดมการณ์ที่จะคิด ริเริ่ม หรือกฎหมายที่จะทำ เพื่อตอบสนองกับนโยบายที่ตนเองประกาศไว้ ไม่ใช่รอเพียงแค่ยกมือรับรองกฎหมายที่ส่วนราชการเสนอผ่าน ครม. ไม่ใช่รอแค่นี้ เราควรจะมีวิธีพิจารณาพรรคการเมืองที่เสนอตัวในเวลานี้อย่างไร

อ.อรรถสิทธิ์: คือเวลาหาเสียง ทุกคนก็เสนอนโยบาย เราอย่าถามแค่ว่า นโยบายมีอะไรบ้าง เราต้องถามว่า แล้วจะทำอย่างไร เพราะส่วนใหญ่ นโยบายที่พรรคการเมืองในประเทศไทยใช้ มักจะเป็นนโยบายที่ไม่ได้ใช้กฎหมายแก้ไขปัญหา แต่จะใช้เงินแทน หมายความว่า ถ้าเราต้องการจะช่วยเหลือชาวนา เราก็ใช้เงินจัดการกับราคา เราจะช่วยเหลือยางพารา เราก็ใช้เงิน ใช้ราคา เราไม่เคยคิดว่าเราควรที่จะต้องมีกฎหมายควบคุมการใช้ที่ดิน หรือกฎหมายเกษตรอะไรไหม เพราะฉะนั้น เวลาพอถึงช่วงเลือกตั้ง อย่างที่หนึ่ง เราอย่าเพิ่งไปตะลึง หรือไปหลงว่า พรรคจะทำ 1 – 2 – 3 – 4 – 5 เราต้องถามต่อว่า 1 จะทำอย่างไร มีกฎหมายอะไรตามมาบ้าง จะแก้อย่างไร จะใช้เงินหรือไม่

งานชิ้นนี้กำลังจะบอกว่าอย่ายึดติดแค่นโยบาย แต่ต้องถามต่อว่า จะออกกฎหมายไหม ถ้าจะออกกฎหมาย ท่านมีความรู้เรื่องกฎหมายอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเข้าไปอยู่ในกระบวนการ ดึงคนทั่ว ๆ ไป เข้าไปอยู่ในกระบวนการ ไม่งั้นเรื่องในสภา จะเป็นเรื่องของ ส.ส. ที่เราไม่เคยรู้หลังจากวันเลือกตั้ง

ผู้ดำเนินรายการ: วิธีคิดของประชาชนก็ต้องเปลี่ยน วิธีการของพรรคการเมืองก็ต้องเปลี่ยนถูกไหม เพื่อจะตอบโจทย์ที่อาจารย์บอกว่ายังเป็นปัญหาอยู่

อ.อรรถสิทธิ์: อีกอย่างหนึ่งคือ นอกจากที่เราพูดแค่ ส.ส. เราพูดแค่ ส.ส. อย่างเดียวว่า ส.ส. เข้าไปแล้วโหวตตามพรรค แล้วเราอย่าลืมว่า ด้วยการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น เราใช้ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ เราจะมีพรรคการเมืองหลายพรรคได้รับการเลือกตั้ง สิ่งที่เกิดจากพรรคการเมืองหลายพรรค คือการได้รัฐบาลผสม

“รัฐบาลผสม” หลายท่านที่ฟัง ถ้าหากว่าสนใจการเมืองมาตั้งแต่ปี 40-50-60 ก็จะมีความรู้สึกไม่ดีกับคำว่า รัฐบาลผสม ก็คือว่า รัฐบาลผสม เดี๋ยวก็ต่อรองอำนาจทางการเมือง ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี อยู่ได้แปป ๆ ก็เปลี่ยนรัฐบาลอีกแล้ว ยุบสภาอีกแล้ว อะไรแบบนี้

งานวิจัยชิ้นนี้ ผมพยายามตอบว่า จริง ๆ แล้ว คนที่เวลาเป็นรัฐบาลผสมแล้วมีปัญหาที่สุด ทุกคนมักจะคิดว่าจะเป็นพรรคขนาดกลาง พรรคขนาดกลางที่อยู่ฝ่ายรัฐบาล แต่จริง ๆ แล้ว ข้อค้นพบของผมคือ พรรคฝ่ายรัฐบาล ที่เป็นพรรคระดับกลาง เป็นพรรคที่มีความเป็นเด็กดี ไม่ค่อยดื้อเท่าไร เวลาอยู่ฝ่ายรัฐบาล

ผู้ดำเนินรายการ: ยกมือตามสิ่งที่เขาขอมา?

อ.อรรถสิทธิ์: ยกมือตามเขาขอตลอด แต่พรรคเล็ก ๆ นี่แหละ เป็นพรรคที่เป็นเด็กดื้อ เหมือนกับว่า เล็กเกินไปจนเขาไม่สนใจ เพราะว่า เขาเอาพรรคที่มี 1-2-3 คะแนน เพื่อว่าให้มาเลือกนายกได้ก่อน พรรคเหล่านี้ก็จะดื้อนิดหน่อย ในทางตรงกันข้าม ในงานวิจัย ผมไม่เรียกว่าพรรคฝ่ายค้าน คือเรามีพรรคฝ่ายรัฐบาล อีกฝั่งหนึ่งผมไม่ได้เรียกว่า พรรคฝ่ายค้าน แต่ผมเรียกว่า พรรคที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล เพราะว่าเวลาเราพูดถึงฝ่ายค้าน กับฝ่ายรัฐบาล มันมาจากว่า จุดยืนทางการเมืองของสองฝ่ายเขาอยู่ตรงกันข้าม เข้ากันไม่ได้ เขาเลยมารวมตัวกันไม่ได้ มันก็เลยต้องฝ่ายหนึ่งเสนออะไร อีกฝ่ายหนึ่งก็จะเห็นต่าง ก็เลยต้องค้าน

แต่ในประเทศไทยก็คือว่า ด้วยความที่จุดยืนทางการเมืองไม่มี พรรคที่อยู่ฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐบาล พรรคขนาดกลาง ที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม มักจะมาโหวตเข้าข้างฝ่ายรัฐบาลอยู่เสมอ ดูน่าแปลกใจไหม? ไหนบอกว่าเป็นฝ่ายค้าน คือ คุณอาจจะถามว่า การเมือง เขาก็ต้องแบบ เรื่องที่ดี ก็ต้องเห็นดีด้วยกันสิ ก็ใช่ แต่ว่ามันคงไม่ใช่ทุกเรื่อง มันต้องมีเรื่องที่เราเห็นต่างกันสิ ไม่งั้นคุณจะเป็นพรรคฝ่ายค้านทำไม

ที่ได้คำตอบมาก็คือว่า เป็นเพราะว่าเขาก็รอที่จะมาเสียบอยู่ฝ่ายรัฐบาลไง

ผู้ดำเนินรายการ: คือสร้างผลงานให้ตัวเอง เอาใจพรรคใหญ่ เพื่อให้เขาดึงมาเป็นพรรคร่วม?

อ.อรรถสิทธิ์: ใช่ วันหนึ่ง เวลาฝ่ายนั้นต้องการคน เขาจะได้นึกถึงเราก่อน จากที่ผมเล่าไป จากพรรคขนาดกลางที่อยู่ฝ่ายรัฐบาล ก็จะเป็นเด็กดีมาก เพราะว่า ตัวเองก็กลัวว่า มีคนรอที่จะจ้องเสียบอยู่ตลอดเวลา

ผู้ดำเนินรายการ: ยิ่งอาจารย์ค้นพบ เรายิ่งเห็นว่า ทำไมการเมืองไทยมันถอยหลังขนาดนี้?

อ.อรรถสิทธิ์: คำตอบคือ งานอีกชิ้นที่ผมจะบอกก็คือ เราเรียกว่า ฝ่ายค้าน แต่จริง ๆ แล้วเราไม่เคยมีฝ่ายค้านมาเลย ในช่วงตลอด 20 ปีที่ผ่านมา “ฝ่ายค้าน” เป็นเพียงแค่ยี่ห้อที่เราแปะ แต่พฤติกรรมการทำงาน ในสภา เราไม่มีฝ่ายค้านเลย

ผู้ดำเนินรายการ: ฝ่ายค้านที่แท้จริง ควรเป็นอย่างไร?

อ.อรรถสิทธิ์: ต้องเสนอนโยบายที่แตกต่าง หมายความว่า ผมต้องบอกว่าทุกคน ทุกพรรคการเมือง หวังสิ่งที่ดีให้กับประเทศชาติ แต่ว่าในขณะเดียวกัน การที่จะไปสู่เป้าหมาย การเดินไป ผมคิดว่าแต่ละพรรค ควรจะมีวิถีทางในการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน บางครั้งฝ่ายค้าน ก็ต้องบอกว่า รัฐบาลหากเดินไปในแนวทางนี้ อาจจะเดินไม่ถูกก็ได้นะ ทำไมไม่ลองวิธีอื่น ๆ บ้าง

แต่สิ่งที่เราเห็นคือ หนึ่ง เราไม่เคยมีกฎหมายที่ต้องมาพูดคุยกันถึงเรื่องของความแตกต่างในการที่จะแก้ไขปัญหา เราก็เลยไม่เห็นบทบาทของฝ่ายค้านมากนัก คือส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของเนื้อหาของกฎหมายด้วย และส่วนที่สอง ก็คือว่า ด้วยความที่พรรคการเมืองต่าง ๆ มุ่งแต่ประโยชน์ของการที่จะเข้าร่วมรัฐบาลมากกว่า การที่จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีมากกว่า เราก็เลยไม่เคยได้เห็นฝ่ายค้านจริง ๆ เราไม่เคยเห็นการถกเถียง ต่อสู้กันทางความคิดในการกำหนดนโยบายสาธารณะ เรามักจะเจอเรื่องดรามาทางการเมือง ใครทะเลาะอะไรกับใคร แค่ใครพูดอะไรเท่านั้น เราไม่เคยเจอว่า ทำไมพรรคนี้แก้ไขปัญหาแบบนี้มันถูกหรือไม่ถูก อันนี้คือในภาพรวม

ผู้ดำเนินรายการ: เรายังมีความหวังหรือไม่ เราเห็นคนรุ่นใหม่ออกมาสนใจการเมือง เราจะมีโอกาสที่จะสร้าง ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการเลือกตั้ง ปฏิรูปพรรคการเมืองได้หรือไม่ มันจะถอยกลับไปไหม ตอนนี้ก็เห็นการย้ายพรรคกันฝุ่นตลบ แล้วก็มีการดูดกันไป ดูดกันมา มีเรื่องเก่า ๆ ระบบอุปถัมภ์ ระบบครอบครัว ก็ยังเห็น ๆ อยู่ เรายังมีโอกาสที่เราจะล้างไพ่ใหม่ได้หรือไม่?

อ.อรรถสิทธิ์: คือบอกแบบนี้ครับ คือเวลาเราพูดว่า การดูด การย้ายพรรคที่ผ่านมา ทำไมเกิดขึ้นได้ งานวิจัยผมกำลังบอกว่า เพราะเขาไม่เคยมีอุดมการณ์ทางการเมือง การย้ายพรรคจึงเป็นเรื่องปกติ ขณะเดียวกัน เวลาเราได้คนใหม่เข้ามา ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่พรรคเก่าก็จริง แต่เราต้องมีความหวัง คนใหม่เข้ามา คุณจะเปลี่ยนวิถี วิธีปฏิบัติในการเมืองแบบเก่าแค่ไหน คืออย่าเอาแค่ เรามีความคิด นโยบายแบบนี้ ๆ แต่ต้องบอกด้วยว่า เราจะเข้าไปเปลี่ยนวัฒนธรรมได้หรือเปล่า ไม่งั้นคนใหม่เข้ามาก็ถูกกลืนไปแบบเดิม อันนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า

ดังนั้น ถ้าเราจะบอกคนรุ่นใหม่ว่า อย่าเอานโยบายใหม่ เอาวิธีการปฏิบัติใหม่ ๆ มาด้วย เราจะได้เห็นว่าสิ่งใหม่ ๆ มันเกิดขึ้น เราอยากจะได้เห็นการเมืองใหม่ เราก็เลือกคนใหม่เติมเข้าไป แต่คนใหม่เอง ก็อย่าไปเดินวิถีเดิม ไม่งั้นทุกอย่างก็จะเป็นแบบเดิม ๆ

ผู้ดำเนินรายการ: อันนี้เป็นข้อคิดที่น่าสนใจกับบรรยากาศทางการเมืองเวลานี้ แล้วก็พฤติกรรมของการลงคะแนนเสียงของ ส.ส. ในสภา ต้องมีความหมายมากยิ่งขึ้น ผู้คนควรจะสนใจว่า สอดคล้องกับสิ่งที่ตนเองนั้นต้องการหรือไม่ การที่จะให้ข้อมูลความรู้กับประชาชนว่า ได้ทำอะไรไปเพื่ออุดมการณ์หรือตอบสนองประชาชน รวมถึงการปฏิรูปในภาพรวม มันน่าจะได้เกิดขึ้นด้วยความหวัง

อ้างอิงข้อมูลจาก

รายการ Research Cafe By สกว. วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2561
โครงการวิจัย “โหวตเพื่อใคร: พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของสมาชิกผู้แทนราษฎรไทย”
หัวหน้าโครงการ : อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

00:00
00:00
Empty Playlist