a-sovereign-wealth-fund-and-its-effects-on-medical-tourism-in-malaysia-and-singapore

การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของมาเลเซียและสิงคโปร์ และนัยยะต่อประเทศไทย

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติกับนัยสำคัญต่อการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

มาเลเซียได้เปลี่ยนมาใช้นโยบายรัฐเพื่อการพัฒนา คือการที่รัฐเข้าแทรกแซงและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ โดยสาเหตุสำคัญมาจากเหตุการณ์การจลาจลในปี ค.ศ. 1969 ที่ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคองค์การสหชาติมาเลย์ประกาศใช้นโยบายเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Policy – NEP) เพื่อแก้ไขปัญหาจากเหตุการณ์ความไม่สงบอันเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชาติพันธุ์ แก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวรัฐจึงจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจผ่านรัฐวิสาหกิจ (State-owned enterprise- SOEs) และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล (Government- linked companies-GLCs) ด้วยเหตุนี้ SOEs และ GLCs จึงกลายเป็นตัวแสดงหลักและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย ตัวแสดงหนึ่งที่มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นและกำลังได้รับความสนใจในวงวิชาการ คือ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds – SWFs) ซึ่งเป็นกองทุนที่รัฐบาลประเทศหนึ่ง ๆ เป็นเจ้าของหรือควบคุมการลงทุนโดยรัฐบาล ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่มาจากการเกินดุลทางการค้า หรือปริมาณเงินทุนสำรองที่เหลือมากเกินความจำเป็น รวมถึงเงินทุนที่มาจากการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ในมาเลเซีย Khazanah Nasional เป็นกองทุนความมั่งคั่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลกลางในปี ค.ศ. 1993 มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมากเพราะเป็นผู้ควบคุมการทำงานของ GLCs ขนาดใหญ่และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมาเลเซียมากถึง 17 แห่ง จาก 20 แห่ง อาทิ Proton, IHH Healthcare, Tenga Nasional, Pos Malaysia และTelekom Malaysia เป็นต้น

ภายหลังปี ค.ศ. 2004 การดำเนินงานและการขยายการลงทุนของ Khazanah เป็นไปในลักษณะการลงทุนเชิงรุกมากขึ้น มีการผลักดันให้ GLCs ขยายการลงทุนออกไปหลายภาคธุรกิจ และขยายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ในธุรกิจด้านสุขภาพได้เข้าลงทุนผ่าน IHH Healthcare (Integrated Healthcare Holdings Berhad) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือการผลักดันให้มาเลเซียก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในปีค.ศ. 2008 มีขยายการลงทุนภายนอกประเทศครั้งสำคัญโดย IHHL ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ IHH ได้เข้าซื้อกิจการโรงพยาบาล Parkway ในสิงคโปร์ และรวมเข้ากับเครือโรงพยาบาล Pantai ในมาเลเซีย ภายใต้ชื่อ Parkway Pantai ส่งผลให้กลายเป็นเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเป็นผู้ประกอบการทางด้านสุขภาพที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกเมื่อคิดตามมูลค่าราคาตลาดในปี ค.ศ. 2016 IHH ได้ขยายการลงทุนออกไปภายนอกภูมิภาคโดยมีการเข้าลงทุนในอินเดีย ตุรกี เวียดนาม และจีน ผ่านการเข้าลงทุนในเครือโรงพยาบาลเอกชนที่สำคัญ เช่น Acibadem ในตุรกีและ Apollo ในอินเดีย เป็นต้น

ลักษณะตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในมาเลเซียและสิงคโปร์

เมื่อเปรียบเทียบศักยภาพการแข่งขันระหว่างไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ พบว่าความเจริญก้าวหน้า ทางการแพทย์และการให้บริการของมาเลเซียนั้นยังคงเป็นรองสิงคโปร์และไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการรักษานั้นจำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเดินทางเข้ารับการรักษาในสิงคโปร์แทน สิงคโปร์ยังมีข้อได้เปรียบประเทศคู่แข่งอื่นในหลายด้าน เช่น มีการประชาสัมพันธ์ในเชิงรุกมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับมาเลเซีย โดยสิงคโปร์รวมการทำงานไว้ที่ Singapore Medicine และมีจุดเด่นในการใช้ภาษาอังกฤษในการให้บริการแก่ผู้ป่วยชาวต่างชาติ อีกทั้งปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งของประเทศมีความสะดวกในการเดินทาง อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ยังคงเป็นรองมาเลเซียในการแข่งขันเพื่อแย่งชิงผู้ป่วยจากอินโดนีเซีย เป็นผลมาจากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สิงคโปร์และราคาค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งโดยเปรียบเทียบ

ผลกระทบจากการลงทุนในด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

แม้ว่าทั้งสองประเทศจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในหลายด้าน เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ การเชื่อมต่อการคมนาคมระหว่างประเทศทั้งทางบกและทางอากาศ การไหลเข้าของเงินทุน รายได้จากการลงทุนของต่างชาติ การสร้างงานภายในประเทศ การส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านสุขภาพอันเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่เพิ่มสูงขึ้น และการขยายตัวในอุตสาหกรรมด้านอื่น แต่การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาตามมา จากการที่ทั้งสิงคโปร์และมาเลเซียต่างเปิดรับการลงทุนจากภายนอก ส่งผลให้ราคาค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงผลักดันภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ในทางกลับกันโรงพยาบาลรัฐใน 2 ประเทศ มีความได้เปรียบจากการได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะในสิงคโปร์ที่รัฐบาลใช้นโยบายการอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลแก่โรงพยาบาลรัฐประมาณ ร้อยละ 30 – 80 ของค่าใช้จ่าย แม้ว่านโยบายดังกล่าวมิได้ให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการชาวต่างชาติ แต่ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างราคาค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ทำให้เกิดช่องว่างในการเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ระหว่างประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและชาวต่างชาติที่มีกำลังทรัพย์ในการเดินทางเข้ารับการรักษาพยาบาล

อีกปัญหาหนึ่งที่พบทั้งในมาเลเซียและสิงคโปร์ คือ ปัญหาการไหลออกของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากภาครัฐสู่ภาคเอกชน อันเป็นผลมาจากความแตกต่างของรายได้ที่ภาคเอกชนมีค่าตอบแทนการทำงานที่สูงกว่า แต่ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าโรงพยาบาลเอกชนยังคงประสบปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่เป็นผู้ให้บริการหลักแก่ชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของปัญหาดังกล่าวในมาเลเซียได้ลดลงจากการรับแพทย์ชาวต่างชาติเข้าทำงานในโรงพยาบาล โดยแพทย์ส่วนใหญ่มาจากปากีสถาน ศรีลังกา อียิปต์ และอินโดนีเซีย รวมถึงการให้แพทย์ต่างชาติเป็นผู้ดูแลแพทย์ฝึกหัด อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่มาเลเซียกำลังเผชิญ คือ ปัญหาการว่างงานของแพทย์จบใหม่ เนื่องจากแพทย์เหล่านี้ขาดความชำนาญเฉพาะทางตามที่โรงพยาบาลต้องการ

แนวโน้มตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

การที่ประเทศในอาเซียนโดยเฉพาะไทย มาเลเซีย และ สิงคโปร์ยังคงมีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่ต่ำกว่าประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจดังกล่าวยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก แต่นั่นหมายถึงว่าแนวโน้มการแข่งขันเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติเข้าสู่ตลาด ระหว่างประเทศอาเซียนจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นด้วย ในขณะเดียวกันภายใต้การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายการลงทุนเสรีระหว่างประเทศสมาชิกได้กลายเป็นแรงผลักดันในการสนับสนุนการขยายการลงทุนของ IHH เป็นอย่างมาก

เพื่อเป็นการรับมือกับการแข่งขันกับโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐที่แปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด IHH ภายใต้กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Khazanah จะต้องเร่งเตรียมความพร้อมและดำเนินนโยบายการลงทุนในลักษณะเชิงรุกมากขึ้น สิ่งที่ IHH ควรให้ความสำคัญ คือ 1. การพัฒนาความเชี่ยวชาญทางการแพทย์เฉพาะทาง และเทคโนโลยีขั้นสูงที่ทันสมัย 2. การให้ความสำคัญต่อการลงทุนในด้านบุคลากรเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการที่มีมีแนวโน้มที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น และ 3. การขยายและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเครือโรงพยาบาลทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในไทย

การส่งเสริมการลงทุนและขยายบทบาทของรัฐผ่าน Khazanah และ GLCs ของมาเลเซียนั้นส่งผลกระทบต่อไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากไทยตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เช่นเดียวกับมาเลเซียและสิงคโปร์ งานวิจัยนี้จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายใน 2 ภาคส่วนที่ควรดำเนินการควบคู่กันไป คือ ภาครัฐและภาคเอกชน

สำหรับภาครัฐ มีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ 1. ภาครัฐควรสนับสนุนภาคเอกชนในการขยายฐานตลาดเดิมและขยายฐานลูกค้าในตลาดใหม่ ซึ่งตลาดเดิม ได้แก่ ญี่ปุ่น ยุโรป จีน ออสเตรเลีย และแคนนาดา  และตลาดใหม่ ได้แก่ อาเซียน ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ 2. ภาครัฐควรสนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงการให้บริการสุขภาพและการท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนในรูปแบบของ Package ด้านสุขภาพ ที่มาพร้อมกับโปรแกรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่ และหัวหิน 3. ภาครัฐควรจัดตั้งศูนย์ให้บริการในลักษณะ one stop service 4. เผยแพร่ข้อมูลการรักษาทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์ วารสาร และการประชุมระดับนานาชาติ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านพัฒนาการและความก้าวหน้าทางการแพทย์ของไทยในระดับนานาชาติให้มากขึ้น 5. ควรส่งเสริมการวิจัยและร่วมพัฒนา (R&D) ระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลควรใช้นโยบายจูงใจให้ภาคเอกชนชาวไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมด้านสุขภาพด้วย เช่น นโยบายด้านภาษี เพื่อประโยชน์ด้าน R&D และประโยชน์ในการพัฒนาความรู้ทางการแพทย์และการให้บริการให้เหมาะสมต่อวัฒนธรรม ความเชื่อ และศาสนา ของผู้รับบริการชาวต่างชาติ

สำหรับภาคเอกชน มีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ 1. ควรพัฒนาการให้บริการเฉพาะด้านทางการแพทย์หรือแพทย์ทางเลือกที่ไทยมีความได้เปรียบ เช่น แพทย์แผนไทย สมุนไพรไทย และสปา 2. เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการทางการแพทย์ ควรส่งเสริมการจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ภายในเครือโรงพยาบาลและในต่างประเทศ เพื่อปรับปรุงการบริการ การบริหารจัดการ เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์และการดูแล ให้ได้คุณภาพตามหลักสากล 3. เพื่อการพัฒนาการบริการ ควรจัดหลักสูตรหรือ โครงการแลกเปลี่ยนแก่แพทย์และพยาบาล เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี 4. พัฒนาทางด้านภาษาและการสื่อสารให้กับบุคคลากรที่ให้บริการแก่ชาวต่างชาติโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ จีน และอาหรับ 5. ควรจัดทำการตลาดเชิงรุกในต่างประเทศเพื่อให้สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ 6. ควรสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนผู้ให้บริการด้านที่พัก เช่น โรงแรม รีสอร์ท และสถานพยาบาลสำหรับพักฟื้นผู้ป่วย รวมถึงบริษัทประกันภัย ในการจัดรายการส่งเสริมการขายแก่ชาวต่างชาติเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ครบวงจร

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Khazanah Nasional กับนัยสำคัญต่อการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในมาเลเซียและสิงคโปร์”

หัวหน้าโครงการ : จุฬณี ตันติกุลานันท์
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง นพรดา คำชื่นวงศ์
กราฟิก ชนกนันท์  สราภิรมย์
00:00
00:00
Empty Playlist