RC20336-1

พฤติกรรมการจัดการความเสี่ยงของครัวเรือนเกษตรกรไทยและการซื้อประกันภัยข้าวนาปี

ประเทศไทยมีจำนวนครัวเรือนที่เป็นภาคเกษตรจำนวน 8.14 ล้านครัวเรือน คิดเป็นจำนวนสูงถึงร้อยละ 40.35 ของครัวเรือนทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเราต้องยอมรับว่าเกษตรกรไทยต้องเผชิญกับปัญหาอยู่หลากหลายด้าน ทั้งความผันผวนของผลผลิตและราคาของสินค้าเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงของโลก อีกทั้งยังมีสภาพอากาศกับภัยพิบัติที่แปรปรวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเกษตรกรรายย่อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ และความเป็นอยู่ของครัวเรือน

เกษตรกรส่วนใหญ่ในไทยมักเป็นผู้มีรายได้ต่ำและการศึกษาไม่สูงนักทำให้ความเข้าใจในการเตรียมมือรับต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนรู้จักการจัดการความเสี่ยงของครัวเรือนตนยังมีไม่มากนัก ภาครัฐจึงพยายามช่วยเหลือโดยการสร้างมาตรการโครงการต่าง ๆ ขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่กลับพบว่ามาตรการยังไม่มีประสิทธิภาพมากเท่าที่ควร จึงทำให้การศึกษาพฤติกรรมการบริหารจัดการความเสี่ยงของเกษตรกรมีบทบาทสำคัญขึ้นเนื่องจากสามารถนำมาปรับใช้สร้างนโยบายและมาตรการ ให้สามารถตอบสนองช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแท้จริง ดังนั้นแนวคิดของการซื้อประกันภัยข้าวนาปีจึงเริ่มเกิดขึ้นเพื่อให้เกษตรกรสามารถบริหารความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง และมุ่งหวังให้ช่วยเกิดการดำรงชีพที่ดีขึ้นโดยไม่เป็นภาระของภาครัฐ โดยในงานศึกษาชิ้นนี้มีการคำนึงถึง อัตราค่าเบี้ยประกันภัยภัยข้าวนาปีที่เหมาะสม ความน่าจะเป็นในการซื้อประกันข้าวนาปี ตลอดจนลักษณะการจัดการความเสี่ยงภายในครัวเรือนของตนของเกษตรกรไทยร่วมด้วย

อะไรคือ ‘ความเสี่ยง’ ของเกษตรกรไทย

เกษตรกรไทยต้องประสบกับความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ ซึ่งความเสี่ยงในที่นี้คือ ความผันผวนทางด้านราคาของพืชผลและต้นทุนการผลิต และความไม่แน่นอนของสภาวะอากาศและภัยพิบัติต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความผันผวนของปริมาณการผลิตตามมา ซึ่งเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นแล้ว ส่งผลให้เกษตรกรโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรรายย่อย จำเป็นที่จะต้องนำเงินออมที่เก็บไว้ในอนาคตเพื่อยามชราภาพมาใช้จ่าย ให้บุตรหลานออกจากโรงเรียน ลดค่าใช้จ่ายสุขภาวะและลดกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดรายได้ในอนาคตได้ จนนำมาสู่วงจรความยากจนและกลายเป็นปัญหาหลักของสังคมประเทศในที่สุด ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเสี่ยงของเกษตรกรไทย’ ที่ควรได้รับการป้องกันและเตรียมการรับมืออย่างเหมาะสมอย่างด่วนที่สุด

การทำประกันภัยของครัวเรือนเกษตรกร สำคัญอย่างไร ?

การทำประกันภัยพืชผลถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากสำหรับคนยากจนที่ทำการเกษตร โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาวะอากาศเพราะเป็นภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของเกษตรกรทั้งหมด และแน่นอนว่ารวมถึงเกษตรกรไทยด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคือผลกระทบที่เกิดจากภัยต่าง ๆ นั้นไม่ได้ส่งผลต่อเกษตรกรโดยตรงเพียงผู้เดียวแต่ยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่อาศัยอยู่ในชนบทและประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับเกษตรกร ที่ปกติจะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่เมื่อเกิดภัยขึ้นจึงกระทบต่อกันในทุกส่วน

เกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศไทยไม่มีผลิตภัณฑ์หรือเครื่องมือทางการเงินที่ใช้ในการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติมักจะหาทางออกจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นด้วยตนเอง แล้วแต่รูปแบบ อาทิ กระจายความเสี่ยงด้วยการปลูกพืชหลายชนิดหรือหารายได้เสริมนอกเหนือจากการทำเกษตรกรรม และเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติก็มักจะรับมือด้วยวิธีการลดการบริโภคลงหรือขายทรัพย์สินของตน ดังนั้นแล้วการทำประกันภัยของครัวเรือนเกษตรกรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากสามารถที่ช่วยให้บริการจัดการความเสี่ยงของการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นตลอดจนสามารถช่วยเหลือผู้ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรกรรมนั้นตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต

ปัจจัยสำคัญในการซื้อประกันของเกษตรกร

แม้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการซื้อประกันภัยแต่พบว่าเกษตรกรยังไม่ค่อยต้องการซื้อประกันนัก ทั้งที่ค่าเบี้ยประกันค่อนข้างต่ำเนื่องจากรัฐบาลมีการสนับสนุนในค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ ดังนั้นแล้วสิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจัยที่สำคัญในการตัดสินใจซื้อประกันของเกษตรกร โดยนักเศรษฐศาสตร์วิชาการได้ทำการวิเคราะห์ว่า ที่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ต้องการทำประกันสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการขาดความรู้ทางด้านการเงิน (Financial Literacy) การขาดข้อมูลข่าวสาร ปัญหาเรื่องสภาพคล่องและกำลังซื้อ (Liquidity and Affordability) และความเชื่อถือของเกษตรกรต่อผู้ให้ประกัน ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรตัดสินใจซื้อประกันจึงมีความสอดคล้องกับสาเหตุเหล่านี้ด้วย ได้แก่ การสร้างแรงจูงใจทางการตลาด คือ กำหนดคืนเงินค่าเบี้ยประกันถ้าไม่มีการจ่ายค่าสินไหมชดเชยเกิดขึ้น (Money Back) และการให้ข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กับรูปแบบประกัน การลดราคาค่าเบี้ยประกัน การสร้างความเชื่อมั่นระหว่างผู้ซื้อและผู้ให้ประกัน การสร้างความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ การให้ความรู้ทางด้านเงินและการตัดสินใจซื้อประกัน การให้ความรู้เกี่ยวกับการเกิดภัยพิบัติข้อมูลที่ทำให้เห็นโอกาสการเกิดขึ้น การเพิ่มช่องทางการขายประกันหรือกระบวนการลงทะเบียนตลอดจนการรับสินไหมผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ และท้ายที่สุดการตัดสินใจซื้ออาจขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้เอาประกันว่าเคยได้รับการจ่ายค่าสินไหมมาก่อนหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรตัดสินใจซื้อประกันภัยสินค้าเกษตรกรรม

ประกันภัยข้าวนาปี คืออะไร ?

          โครงการประกันภัยข้าวนาปีเป็นโครงการจากรัฐบาลที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยในการทำนา เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2554 โดยมีบริษัทรับประกันภัยทั้งหมด 8 แห่งเข้าร่วมในปีแรกและมี บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทหลัก ซึ่งในปีถัดมาได้มีการพยายามส่งเสริมการประกันภัยพิบัติเพื่อรองรับการประกันภัยขึ้น แต่ได้ถูกยกเลิกในปี 2556 ทำให้บริษัทประกันภัยทั้งหมดกลับเข้ามาดำเนินการในการรับประกันตามเดิมและในปัจจุบันมีทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เจ้าพระยาประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทูนประกันภัย จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้เกษตรกรต้องมีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้น โครงการประกันภัยข้าวนาปีเป็นโครงการจากรัฐบาลที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยในการทำนา เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2554 โดยมีบริษัทรับประกันภัยทั้งหมด 8 แห่งเข้าร่วมในปีแรกและมี บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทหลัก ซึ่งในปีถัดมาได้มีการพยายามส่งเสริมการประกันภัยพิบัติเพื่อรองรับการประกันภัยขึ้น แต่ได้ถูกยกเลิกในปี 2556 ทำให้บริษัทประกันภัยทั้งหมดกลับเข้ามาดำเนินการในการรับประกันตามเดิมและในปัจจุบันมีทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เจ้าพระยาประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทูนประกันภัย จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้เกษตรกรต้องมีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้น

อัตราค่าเบี้ยประกันภัยและการอุดหนุนจากภาครัฐ ณ ปัจจุบัน

อัตราคาเบี้ยประกันจะมีการแบ่งตามรายจังหวัดซึ่งจะแตกต่างกันตามระดับความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติของแต่ละพื้นที่ ซึ่งระกับความเสี่ยงกำหนดจากอัตราความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้นในอดีตของพื้นที่แต่ละจังหวัด ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ระดับด้วยกัน จังหวัดที่เคยมีความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกในอดีตมากกว่า 12% จะเป็นพื้นที่สีแดง, จังหวัดที่เคยมีความเสียหายรองลงมาที่ 8-12% เป็นพื้นที่สีเหลือง และจังหวัดที่เคยมีความเสียหายที่ 6-8%, 4-6% และน้อยกว่า 4% จะเป็นสีเขียวเข้ม สีเขียว และสีเขียวอ่อน ตามลำดับ ซึ่งเบี้ยประกันของพื้นที่สีแดงจะเท่ากับ 510.39 บาทต่อไร่ พื้นที่สีเหลืองเท่ากับ 470.8 บาทต่อไร่ พื้นที่สีเขียวเข้มเท่ากับ 396.15 บาทต่อไร่ พื้นที่สีเขียวเท่ากับ 246.10 บาทต่อไร่ และพื้นที่สีเขียวอ่อนเท่ากับ 124.12 บาทต่อไร่

แต่เนื่องจากเป็นโครงการของรัฐเกษตรกรจึงได้รับเงินอุดหนุนและจ่ายค่าเบี้ยอีกอัตราหนึ่งคือ พื้นที่สีแดงจะจ่ายค่าเบี้ยประกันเพียง 100 บาทต่อไร่ พื้นที่สีเหลืองจ่าย 90 บาทต่อไร่ พื้นที่สีเขียวเข้มจ่าย 80 บาทต่อไร่ พื้นที่สีเขียวจ่าย 70 บาทต่อไร่ และพื้นที่สีเขียวอ่อนจ่าย 60 บาทต่อไร่ นอกจากนี้เกษตรกรที่เป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะได้รับเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันเพิ่มอีกไร่ละ 10 บาท เท่ากันในทุกพื้นที่เสี่ยง ซึ่งทำให้อัตราค่าเบี้ยประกันภัยข้าวนาปีในประเทศไทยนั้นมีความสอดคล้องกันดีกับระดับความเสี่ยงการเกิดระดับภัยพิบัติ

ปัจจุบันเกษตรกรไทยส่วนใหญ่จัดการความเสี่ยงอย่างไร ?

จากงานศึกษาพบว่าปัจจุบันนี้เกษตรกรไทยเกินกว่าครึ่งเมื่อพบเจอกับภัยพิบัติเกิดขึ้นมักอาศัยความช่วยเหลือจากภาครัฐในรูปแบบของเงินชดเชยและมาตรการเยียวยาต่าง ๆ และอีกมากกว่าครึ่งอาศัยความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากสถาบันการเงินด้วยการกู้ยืม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกู้ยืมผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งมีครัวเรือนเกษตรกรส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้คิดเป็นจำนวนไม่ถึง ร้อยละ 10 โดยการช่วยเหลือตนเองของครัวเรือนคือ การนำเงินออมออกมาใช้ การขายสินทรัพย์ หรือการหารายได้เสริมจากอุตสาหกรรมอื่น ซึ่งอย่างที่เข้าใจกันดีว่าวิธีการเหล่านี้ยังไม่เหมาะสมในการรับมือกับปัญหานักเนื่องจากยังเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงการรอคอยมาตรการความช่วยเหลือจากภาครัฐก็แน่นอนว่ามีความผันเปลี่ยนไปตามหลายปัจจัยและอาจใช้เวลานานในการดำเนินการ ในส่วนแนวทางที่เหลือแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางการเงินของครัวเรือนในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการเกิดหนี้สินเพิ่มมากขึ้น การนำเงินออมมาใช้ทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บหรือนำไปใช้ในชีวิตต่อได้ และการขายทรัพย์สินล้วนแล้วแต่กลายเป็นปัญหาในระยะยาว แม้ว่าการหารายได้เสริมจากอุตสาหกรรมอื่นจะดูเป็นทางออกที่ดีแต่พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพียงการพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือกันภายในครอบครัวหรือชุมชนเท่านั้น ดังนั้นการทำประกันภัยข้าวนาปีจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา โดยพบว่าเกษตรกรที่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดีได้มักเป็นเกษตรกรที่เคยเผชิญกับปัญหาภัยต่าง ๆ มาก่อนจึงเห็นความสำคัญของประกันภัย ตลอดจนเรียนรู้การรับมือความเสี่ยงเบื้องต้นด้วยตนเอง เช่น เน้นการทำเกษตรแบบผสมผสาน เรียนรู้การสูบน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียงหรือการขุดหาบ่อบาดาล เป็นต้น นี่จึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรไทยควรเตรียมตัวไว้เพื่อนำไปสู่การรับมือความเสี่ยงที่เหมาะสม

อย่างไรก็ดีจากงานศึกษายังไม่สามารถสรุปได้ว่าการซื้อประกันภัยข้าวนาปีจะสามารถช่วยให้ครัวเรือนมีการบริหารจัดการความเสี่ยงโดยรวมได้ดีขึ้นในทันที และไม่ได้ทำให้ครัวเรือนที่ตัดสินใจซื้อประกันภัยบริโภคได้สูงขึ้นดีขึ้นหรือคงที่ไปกว่าครัวเรือนที่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อประกัน เพราะประกันภัยข้าวนาปีนั้นสามารถรองรับได้เฉพาะกรณีที่เกิดภัยพิบัติแต่ในความเป็นจริงแล้วเกษตรกรอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาอีกหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นราคาต้นทุน ความผันผวนของราคาผลผลิต และอื่น ๆ ซึ่งความสำคัญที่จะทำให้เกิดคุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้นหรือเกิดการบริโภคได้คงที่เหมือนดั่งเดิม คือการที่ครัวเรือนมีรายได้คงที่แน่นอนและสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างแท้จริง ดังนั้นการทำประกันภัยข้าวนาปีจึงเหมือนเป็นเพียงอีกทางหนึ่งที่ช่วยในการจัดการความเสี่ยงเมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติแต่ไม่ใช่ทางออกทางเดียวของปัญหาความเสี่ยงทางด้านสถานภาพทางการเงินหรือความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยในปัจจุบัน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการจัดการความเสี่ยงครัวเรือนและการซื้อประกันภัยข้าวนาปีของเกษตรกรชาวนาไทย”

หัวหน้าโครงการ : สันติ ถิรพัฒน์
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง เพ็ญวดี ศิริบุรภัทร
กราฟิก เพ็ญวดี ศิริบุรภัทร
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน วริศรา ศรีสวาท
00:00
00:00
Empty Playlist